การพักฟื้นหลังผ่าตัดริมฝีปาก ตั้งแต่วันแรกถึงหนึ่งปี
การพักฟื้นหลังผ่าตัดริมฝีปากส่วนใหญ่จบภายในราวสองสัปดาห์ แต่แผลเป็นใช้เวลานานกว่านั้นมาก หลายคนเจอภาพเดียวกันคือ อาการบวมยุบไปแล้ว ตัดไหมไปแล้ว กลับไปทำงานได้ตามปกติแล้ว แต่ยังมีเส้นสีชมพูอยู่ใต้จมูกที่ดูไม่เหมือนผลลัพธ์ที่เคยเห็นในภาพตัวอย่าง ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงนั้น เส้นแบบนั้นคือสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ใช่สัญญาณว่าการผ่าตัดไม่สำเร็จ
บทความนี้จะพาคุณดูว่าหลังผ่าตัดริมฝีปากจะเจออะไรบ้าง ตั้งแต่วันแรกจนถึงสิ้นปีแรก ครอบคลุมทั้งการยกริมฝีปากบน การตัดริมฝีปาก การตกแต่งรูปทรงปาก และการยกมุมปาก หากคำแนะนำที่แพทย์ผู้ผ่าตัดให้คุณมาต่างจากที่เขียนไว้ที่นี่ ให้ยึดตามคำแนะนำของแพทย์เป็นหลักเสมอ
ผ่าตัดริมฝีปากพักฟื้นกี่วัน
ช่วงเวลา | สิ่งที่เกิดขึ้น | สิ่งที่ต้องทำ |
24 ชั่วโมงแรก | อาการบวมจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด | ประคบเย็นตามที่แพทย์สั่ง และนอนหนุนหมอนสูง |
วันที่ 2 ถึง 7 | อาการบวมและรอยช้ำเริ่มลดลง ยังรู้สึกตึงและชาบางส่วน | กินอาหารอ่อน ทำความสะอาดแผลเบามือ ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม |
วันที่ 5 ถึง 10 | ถึงกำหนดตัดไหม ส่วนไหมละลายจะสลายเองในราว 7 ถึง 10 วัน | ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ |
วันที่ 10 ถึง 14 | นัดติดตามอาการกับแพทย์ผู้ผ่าตัด | วางแผนให้กลับมาตามนัดได้ |
สัปดาห์ที่ 2 ถึง 6 | แผลปิดแล้ว แผลเป็นยังแข็งและมีสีชมพู อาการชาเริ่มดีขึ้น | เริ่มดูแลแผลเป็นได้เมื่อแพทย์ยืนยันว่าแผลปิดสนิทแล้ว |
เดือนที่ 2 ถึง 3 | อาการบวมหายไปเกือบหมด รูปทรงปากเข้าที่แล้ว | เป็นช่วงที่คุณจะเห็นผลลัพธ์ชัดที่สุด |
เดือนที่ 6 ถึง 12 | แผลเป็นแบนลงและสีค่อย ๆ จางลง | ช่วงนี้การป้องกันแดดสำคัญที่สุด |
การผ่าตัดริมฝีปากมักทำพร้อมกับการผ่าตัดใบหน้าส่วนอื่นในครั้งเดียว ถ้าคุณทำร่วมกับการลดกรามหรือการเสริมจมูก ระยะพักฟื้นโดยรวมจะยึดตามหัตถการที่ใช้เวลาหายนานที่สุด
ริมฝีปากบวมกี่วันถึงยุบ
อาการบวมจะหนักที่สุดในวันแรก และตอนส่องกระจกจะดูน่าตกใจกว่าที่คิดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอกันแทบทุกคน สองอย่างที่ช่วยให้บวมยุบเร็วที่สุดคือการประคบเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรก และการนอนหนุนหมอนสูงต่อเนื่องอีกสองสามวัน
จากนั้นอาการบวมจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันที่สองถึงเจ็ด และหายไปเกือบหมดเมื่อเข้าเดือนที่สองถึงสาม
นอกจากอาการบวมแล้ว คุณจะเจอรอยช้ำ อาการเจ็บต่อเนื่องอีกหลายวัน และอาการชารอบแผลกับที่ริมฝีปากบน อาการชาเกิดขึ้นเพราะการผ่าตัดอยู่ใกล้เส้นประสาทรับความรู้สึกเส้นเล็ก จึงเป็นเรื่องปกติ และต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าความรู้สึกจะค่อย ๆ กลับมา
ช่วงแรกการกินและการพูดจะไม่สะดวกมากกว่าจะเจ็บ สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าให้อะไรมาดึงรั้งแผล เช่น การยิ้มกว้างเพื่อถ่ายรูป หรือท่าทางที่ทำให้ริมฝีปากบนตึง และควรดูแลแผลให้สะอาดพร้อมกับทาริมฝีปากไม่ให้แห้งอยู่เสมอ
หลังผ่าตัดริมฝีปากห้ามกินอะไร
สัปดาห์แรกให้กินอาหารอ่อนและตักคำเล็ก ๆ เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ความเจ็บอย่างเดียว อาหารที่ต้องอ้าปากกว้างหรือเคี้ยวแรงจะดึงรั้งแผลที่กำลังปิดอยู่ ซึ่งเป็นแรงดึงชนิดเดียวกับที่ทำให้แผลเป็นกว้างขึ้นในภายหลัง
ของร้อนจัดและรสจัดจะทำให้แผลบริเวณริมฝีปากระคายเคือง จึงควรเลี่ยงไว้ก่อนจนกว่าแผลจะไม่เจ็บแล้ว
การสูบบุหรี่มีผลโดยตรงกับเลือดที่ไปเลี้ยงแผล จึงต้องงดทั้งก่อนผ่าตัดและตลอดช่วงพักฟื้น ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอบถามแพทย์ก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับยาที่คุณได้รับมาด้วย
ถ้าอยากดูรายการที่ละเอียดกว่านี้ เราแยกไว้เป็นสองบทความคืออาหารที่ควรเลี่ยงหลังผ่าตัดและอาหารที่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ส่วนข้อห้ามเฉพาะรายให้ยึดตามที่แพทย์ผู้ผ่าตัดกำหนดให้คุณ
ต้องกลับมาพบแพทย์กี่ครั้ง
สองครั้งในสองสัปดาห์แรก
ครั้งแรกคือการตัดไหมในวันที่ 5 ถึง 10 ครั้งที่สองคือนัดติดตามอาการในวันที่ 10 ถึง 14 ซึ่งเป็นครั้งที่แพทย์จะดูว่าแผลปิดสนิทแล้วหรือยัง และเป็นจุดที่คุณจะได้คำตอบว่าเริ่มดูแลแผลเป็นได้เมื่อไหร่
ถ้าคุณเดินทางมาจากต่างจังหวัด แนะนำให้วางแผนการเดินทางรอบสองนัดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด เพราะหลายคนรู้สึกดีขึ้นมากตั้งแต่วันที่เจ็ดแล้วคิดว่าไม่ต้องกลับมาก็ได้ ทั้งที่สองนัดนี้คือจุดที่ตรวจเจอปัญหาได้เร็วที่สุด
แผลเป็นใต้จมูกจางเมื่อไหร่
การยกริมฝีปากบนจะเหลือแผลเป็นไว้ โดยทั่วไปซ่อนอยู่ในร่องใต้ฐานจมูก แผลเป็นนี้ไม่ได้หายไปเอง แต่จะค่อย ๆ จางและแบนลงจนสังเกตได้ยาก
ราวหกสัปดาห์แรก เส้นแผลจะแข็ง นูน และมีสีชมพู ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนคิดว่าผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ทั้งที่เกือบทั้งหมดไม่ใช่แบบนั้น เหตุผลคือร่างกายกำลังสร้างคอลลาเจนขึ้นมาอย่างรวดเร็วและยังเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ
พอเข้าเดือนที่สามถึงหก สิ่งที่คนไข้กังวลมากที่สุดจะเปลี่ยนจากความนูนมาเป็นเรื่องสีแทน จากนั้นระหว่างเดือนที่หกถึงสิบสอง แผลเป็นจะเข้าสู่ระยะสุดท้าย คอลลาเจนเรียงตัวใหม่และแบนลง หลอดเลือดเล็ก ๆ ที่มาเลี้ยงแผลจะลดลง และสีแดงจะค่อย ๆ หายไป แผลเป็นบนใบหน้าลักษณะนี้ใช้เวลาราวหกเดือนถึงหนึ่งปีจึงจะเข้าที่สมบูรณ์
เราจึงแนะนำให้รอจนครบปีก่อนตัดสินผลลัพธ์ ถ้าอยากมีจุดเทียบก่อนถึงเวลานั้น ภาพผลลัพธ์ที่เข้าที่แล้วทั้งหมดถ่ายหลังแผลเป็นเข้าสู่ระยะสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว
ทำอะไรได้บ้างให้แผลเป็นจางลง
วิธี | ช่วยเรื่องอะไร | เริ่มได้เมื่อไหร่ |
ดูแลแผลให้สะอาดและไม่แห้ง | ช่วยให้แผลหายโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แผลเป็นบาง | ตั้งแต่วันผ่าตัด ตามที่แพทย์สั่ง |
ป้องกันแดด | กันไม่ให้แผลเป็นคล้ำ ซึ่งแก้กลับได้ยาก | เมื่อแผลปิดแล้ว และทำต่อเนื่องอย่างน้อยหกเดือนแรก |
แผ่นหรือเจลซิลิโคน | ทำให้แผลเป็นที่นูนนิ่มและแบนลง | หลังแผลปิดสนิทแล้วเท่านั้น |
นวดแผลเป็น | ทำให้เนื้อเยื่อแผลเป็นที่แข็งนิ่มลง | หลังแผลปิดสนิทแล้ว และต่อเมื่อแพทย์อนุญาต |
งดสูบบุหรี่ | ช่วยเรื่องเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่กำลังหาย | ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดและตลอดช่วงพักฟื้น |
ไม่มีข้อไหนในตารางนี้ที่ทำให้แผลปิดเร็วขึ้น ทุกข้อมีผลกับหน้าตาของแผลเป็นหลังจากที่แผลปิดไปแล้วเท่านั้น
นวดริมฝีปากช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นไหม
ตอบตรงๆ คือไม่ได้ช่วยให้แผลปิดเร็วขึ้น และไม่ได้ทำให้ระยะพักฟื้นของคุณสั้นลง แต่การนวดมีประโยชน์คนละแบบ คือช่วยให้เนื้อเยื่อแผลเป็นที่ก่อตัวขึ้นมาแล้วนิ่มลง จังหวะที่เริ่มนวดจึงสำคัญไม่แพ้วิธีนวด
หลังการยกริมฝีปากบนที่นี่ โดยทั่วไปจะเริ่มนวดได้ราวห้าวันหลังตัดไหม นวดครั้งละสั้น ๆ ประมาณห้าถึงสิบนาที ทำซ้ำหลายรอบต่อวัน และทำต่อเนื่องราวหนึ่งถึงสามเดือน ส่วนจำนวนรอบต่อวันที่เหมาะกับแผลของแต่ละคน แพทย์จะเป็นผู้กำหนดให้
การเริ่มนวดก่อนแผลปิดไม่ใช่ทางลัด เพราะการดึงรั้งแผลที่ยังไม่หายดีจะทำให้เกิดแรงดึงพาดผ่านเส้นแผลที่เรากำลังพยายามรักษาให้บาง และแรงดึงนี่เองคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แผลเป็นกว้างขึ้น
ถ้าคุณยังไม่ได้รับคำแนะนำเรื่องการนวดมา แนะนำให้ถามในวันนัดติดตามอาการก่อน แทนที่จะเริ่มทำตามวิธีที่หาอ่านมาเอง
อาการแบบไหนต้องโทรหาโรงพยาบาลทันที
ถ้าคุณมีอาการต่อไปนี้ ให้โทรมาที่ +662 559 0155 ได้เลย ไม่ต้องรอถึงวันนัดครั้งถัดไป
- มีไข้
- รอยแดงลามออกจากแผล
- ปวดมากขึ้นหลังวันที่สามหรือสี่ แทนที่จะปวดน้อยลง
- มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติจากแผล
- เลือดออกไม่หยุดแม้กดเบา ๆ แล้ว
- บวมขึ้นเฉียบพลันข้างเดียวหลังจากที่เริ่มยุบไปแล้ว
- แผลแยกออกไม่ว่าส่วนใดก็ตาม
อาการเหล่านี้พบไม่บ่อย แต่ทุกข้อควรโทรแจ้งภายในวันเดียวกัน ไม่ควรรอข้ามคืน
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างแผลหาย
การผ่าตัดริมฝีปากอาจทำให้เกิดรอยแดงที่แผล อาการบวม อาการเจ็บต่อเนื่องหลายวัน อาการชา รอยช้ำ ก้อนเลือดคั่ง แผลหายช้า และความไม่เท่ากันสองข้าง ส่วนภาวะเลือดออก การติดเชื้อ และแผลเป็นผิดปกติพบได้น้อยกว่า
มีสองข้อที่อยากขยายความ เพราะกระทบกับผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ใช่แค่ความรู้สึกระหว่างพักฟื้น
ความไม่เท่ากันสองข้าง เป็นเรื่องปกติในช่วงแรกที่อาการบวมยังไม่เท่ากัน จึงจะบอกได้จริงก็ต่อเมื่ออาการบวมยุบหมดแล้ว
แผลเป็นที่ยังนูนอยู่ หลังผ่านหกเดือนไปแล้ว คือข้อที่ควรแจ้งแพทย์ในวันนัด เพราะมีวิธีดูแลแผลเป็นที่ไม่เข้าที่อยู่ และได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ
ผลลัพธ์จากการผ่าตัดริมฝีปากนิ่งเมื่อไหร่
คำถามนี้มีสองคำตอบ เพราะรูปทรงปากกับแผลเป็นเข้าที่คนละเวลากัน
รูปทรงปาก จะใกล้เคียงผลลัพธ์สุดท้ายที่เดือนที่สองถึงสาม เมื่ออาการบวมยุบหมดแล้ว ปากที่คุณเห็นตอนนั้นคือปากที่จะอยู่กับคุณต่อไป
แผลเป็น จะนิ่งเมื่อครบปีแรก การคุยเรื่องแก้ไขจึงควรเกิดขึ้นหลังจากจุดนั้น เพราะการตัดสินแผลเป็นตั้งแต่เดือนที่สามเท่ากับตัดสินตอนที่กระบวนการเพิ่งเดินไปได้ครึ่งทาง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องการพักฟื้นหลังผ่าตัดริมฝีปาก
กลับไปทำงานได้เมื่อไหร่
ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ในช่วงต้นของสัปดาห์นั้นคนอื่นจะยังเห็นว่าคุณบวมอยู่
อาการชาที่ริมฝีปากบนเป็นเรื่องปกติไหม
เป็นเรื่องปกติ อาการชาอยู่ในรายการผลข้างเคียงของการผ่าตัดนี้อยู่แล้ว และมักดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ ถ้าผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลง ควรแจ้งแพทย์ในวันนัด
แผลเป็นจะหายไปหมดเลยไหม
ไม่หายไปหมด แผลเป็นจะจางและแบนลงจนสังเกตได้ยาก แต่แผลเป็นจากการผ่าตัดเป็นสิ่งที่อยู่ถาวร ถ้ามีใครบอกคุณว่าผ่าตัดแล้วจะไม่มีแผลเป็นเลย ข้อมูลนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงของการผ่าตัดแบบนี้
เริ่มดูแลแผลเป็นได้เมื่อไหร่
เริ่มได้หลังแพทย์ยืนยันว่าแผลปิดสนิทแล้วเท่านั้น โดยทั่วไปคือไม่กี่สัปดาห์ แต่แพทย์จะตัดสินจากสภาพแผลของคุณ ไม่ได้ตัดสินจากวันที่
อยู่ต่างจังหวัด ต้องเดินทางมากี่ครั้ง
สองครั้งในสองสัปดาห์แรก คือตัดไหมในวันที่ 5 ถึง 10 และนัดติดตามอาการในวันที่ 10 ถึง 14