รู้ก่อนตัดสินใจ! การดูดไขมันคืออะไร ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม
การดูดไขมัน เป็นการปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วนสวยงาม มีส่วนเว้า ส่วนโค้งได้อย่างที่ต้องการ และนอกจากการศัลยกรรมซิกซ์แพ็ก การดูดไขมันก็สามารถปรับแต่งให้เป็นร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องได้อีกด้วย อีกทั้งรอยแผลผ่าตัดมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แผลในบางตำแหน่งก็แทบจะมองไม่เห็นเลย เช่น การดูดบริเวณหน้าท้อง แล้วซ่อนแผลไว้ที่ในสะดือ การดูดไขมันทั้งตัวเพื่อปรับรูปร่างหรือดูดแค่บางส่วน เช่น บริเวณหน้าท้อง แขนขา เป็นต้น
การผ่าตัดดูดไขมัน (Liposuction)
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ มีความปลอดภัย ศัลยแพทย์แนะนำให้ดมยาสลบ เพราะจะสามารถดูดไขมันได้ในปริมาณมากตามที่ต้องการ พร้อมทั้งปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วนตามที่ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกแบบไว้ ถ้าไม่ดมยาสลบ จะมีโอกาสดูดได้น้อย ไม่ลึกพอ เพราะคนไข้จะเจ็บทนไม่ไหว การดูดจะไม่เรียบเนียน เป็นคลื่น และต้องใช้ยาชาผสมอะดรีนาลีน (Adrenaline) ปริมาณมาก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเต้นของหัวใจจะเร็ว แรง และถี่มากขึ้น จนเกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ สำหรับการดูดไขมันเฉพาะส่วนในขนาดพื้นที่ที่ไม่มากเกินไปอาจใช้เพียงแค่ยาชา แต่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
ดูดไขมันจุดไหนในร่างกายได้บ้าง
เมื่ออายุมากขึ้น การเผาผลาญพลังงานในร่างกายก็ลดน้อยลง ทำให้เกิดการสะสมของไขมันส่วนเกินตามบริเวณต่างๆ เช่น หน้าท้อง สะโพก ก้น ต้นขา ต้นแขน คอ ฯลฯ ทำให้รูปร่างไม่สวยงามเหมือนเดิม การดูดไขมันสามารถแก้ปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกินต่างๆ ได้ แต่ไม่ใช่วิธีการลดความอ้วน เป็นการขจัดไขมันสะสมเฉพาะจุดออกเท่านั้น โดยสามารถขจัดไขมันสะสมในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดังนี้
ดูดไขมันต้นแขน
ถ้ามีการสะสมไขมันที่ต้นแขนเป็นจำนวนมาก บางครั้งการลดน้ำหนักอาจจะไม่ได้ผลดี การดูดไขมันเพื่อปรับลดขนาดต้นแขนให้เล็กลง จะทำให้ดูสมส่วนมากขึ้น
ดูดไขมันต้นขา
ต้นขาก็เป็นที่ตำแหน่งหนึ่งที่มีการสะสมไขมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ดูต้นขาใหญ่ ใส่เสื้อผ้าไม่สวยงาม การลดต้นขาที่ดีที่สุดคือการดูดไขมันต้นขา เพราะทำได้สะดวก รวดเร็ว และได้รูปทรงที่สวยงาม
ดูดไขมันหน้าท้อง
หน้าท้องเป็นแหล่งสะสมไขมันอีกจุดหนึ่งที่พบเป็นจำนวนมาก ทำให้มีหน้าท้องใหญ่ และหย่อนยาน การดูดไขมันหน้าท้อง เพื่อขจัดไขมันส่วนเกินออก เพื่อให้รูปร่างสมดุลกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เกิดความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
ดูดไขมันสะโพกและก้น
การมีก้นและสะโพกที่ใหญ่ย้อยจนเกินไป ทำให้มีรูปร่างที่ไม่สวยงาม การดูดไขมันสะโพกและก้น เป็นการขจัดไขมันส่วนเกินออก เพื่อให้มีรูปร่างที่สมส่วนสวยงาม มีก้นและสะโพกที่กลมเด้งกระชับ ทำให้เกิดความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้ามากขึ้น
ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมันเฉพาะส่วน ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง
สำหรับผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมันเฉพาะส่วน ต้องมีร่างกายที่เหมาะสมดังนี้
ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมเรื่องการรับประทานอาหาร แต่ไม่สามารถขจัดไขมันในบางบริเวณออกไปได้ ถึงแม้จะพยายามแล้ว
ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำแต่มีไขมันไม่มากนัก สุขภาพแข็งแรง โดยทั้งสองกลุ่มควรมีดรรชนีมวลกาย ไม่เกิน 30 (BMI < 30) ถ้าดรรชนีมวลกายเกิน 30 อาจจะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ว่าสามารถทำได้แค่ไหน
มีผิวหนังที่ค่อนข้างตึง ไม่เหี่ยวย่น
ไม่ควรมีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการผ่าตัด
ไม่สูบบุหรี่
ในผู้ที่เคยได้รับการดูดไขมันมาก่อน แล้วต้องการเพิ่มความชัดเจนสามารถทำได้ แต่ผลของการผ่าตัด อาจจะไม่ดีเท่าในรายที่ไม่เคยทำมาก่อน
ทำไมสะโพก ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง จึงมีไขมันสะสมมาก?
ไขมันในร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของพลังงาน วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน เป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์สมองและโครงสร้างเซลล์ อีกทั้งไขมันใต้ผิวหนังจะช่วยปกป้องความหนาวเย็น แต่เมื่ออายุมากขึ้น อัตราการเผาผลาญไขมันจะลดน้อยลง ทำให้เกิดการสะสมของไขมันและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ในเพศหญิงการสะสมไขมันจะอยู่ที่บริเวณสะโพก ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ส่วนเพศชายจะสะสมที่บริเวณหน้าท้องเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการสะสมไขมันจะขึ้นอยู่กับ
กรรมพันธุ์ที่มาจากยีนของแต่ละคน
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน นั่งทำงานตลอดเวลา มีการเคลื่อนไหวน้อย อาจเกิดการสะสมไขมันได้
การหมดประจำเดือน ทำให้ปริมาณของเอสโตรเจนฮอร์โมนลดลง ทำให้เกิดการสร้างและสะสมไขมัน บริเวณหน้าท้อง ก้น และต้นขา
ความเครียดเรื้อรัง ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโซลในกระแสเลือด ทำให้เกิดการสร้างไขมันไปสะสมที่หน้าท้อง
เทคนิคการดูดไขมันด้วย Hi -def ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล
การดูดไขมันแบบทั่วๆไป หรือ Conventional Liposuction คือการดูดใต้ผิวหนังจากหลายๆ บริเวณ เช่น ต้นขา ท้อง หลัง แขน รักแร้ บั้นท้าย หรือบริเวณไหนก็ตามที่มีไขมันมากพอที่จะดูดออก เพื่อให้ได้รูปร่างที่ดีขึ้นอย่างที่ต้องการ
การดูดไขมันแบบ Hi-def จะดูดตามแนวของกล้ามเนื้อ โดยหลังจากการทำจะเห็นแนวกล้ามเนื้อชัดเจนขึ้นเหมือนกับการออกกำลังกาย ในผู้ชายสามารถทำให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือ Six Pack ได้ ส่วนในผู้หญิงสามารถสร้าง Sexy Line ให้เด่นชัดได้
ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมันด้วยเทคนิค Hi-def
ต้องผ่านการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายมาบ้าง
ร่างกายมีไขมันในปริมาณที่ไม่มากนัก
ต้องมีผิวที่ไม่หย่อนคล้อยจนเกินไป ถึงจะได้รับผลการผ่าตัดที่ดี
หลังผ่าตัดต้องออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอยู่เช่นเดิม
เทคนิคนี้จะต้องใช้ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงเข้าใจกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ตามร่างกาย ดังนั้น ควรหาข้อมูลของศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในด้านนี้โดยตรง ปรึกษาเรื่องความต้องการ และความคาดหวังกับแพทย์ ถ้าแพทย์ที่มีประสบการณ์ ก็จะสามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เราต้องการมีความเป็นไปได้แค่ไหน แต่เมื่อไหร่ที่เกิดความสงสัยไม่แน่ใจในคำตอบ ก็อาจจะลองปรึกษากับแพทย์ท่านอื่นๆ เพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจ เพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับตัวเราที่สุด
การดูดไขมันด้วย VASER- Assisted High-Definition Lipo-sculpture (VAHDL)
เป็นการผ่าตัดที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นในหลายๆ ประเทศ โดยเทคโนโลยีของการดูดไขมันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ในปี ค.ศ.1985 ได้มีการริเริ่มนำคลื่นอัลตราซาวด์มาช่วยในกระบวนการดูด (Ultrasound assisted lipoplasty or UAL) หลักการของการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ คือการสลายไขมันด้วยคลื่นความถี่ ที่เฉพาะเจาะจงกับไขมัน โดยที่จะมีความเสียหายต่อเส้นเลือด และเส้นประสาทน้อยกว่าวิธีการดั้งเดิม เมื่อไขมันโดนคลื่น จะเกิดการสั่นและแตกของเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว แล้วจึงค่อยดูดไขมันออกมา
VASER-Assisted High-Definition Liposculpture (VAHDL) คือการนำเครื่อง VASER มาช่วยในการทำ High Definition Liposculpture ซึ่งสามารถออกแบบกล้ามเนื้อได้ชัดเจนขึ้น มีการทำลายเนื้อเยื่อน้อยกว่า และสามารถดูดไขมันออกได้นิ่มนวลกว่า การจะทำ VAHDL ให้ได้ผลดีนั้น ศัลยแพทย์ต้องมีความเข้าใจลักษณะกายวิภาคของกล้ามเนื้อภายในแต่ละมัด และรูปร่างของกล้ามเนื้อที่มองเห็นภายนอก เพื่อที่จะปรับแต่งและสร้างรูปลักษณ์ที่สวยงามได้อย่างที่ต้องการ
ข้อดีของการดูดไขมันด้วย VASER- Assisted High-Definition Liposculpture (VAHDL)
สามารถทำ High Definition Liposculpture ซึ่งสามารถออกแบบกล้ามเนื้อได้ชัดเจน
มีการทำลายเนื้อเยื่อน้อยกว่า
สามารถดูดไขมันออกได้นิ่มนวลกว่า เรียบเนียนกว่า
รีวิวการดูดไขมันปรับรูปร่าง ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล
รีวิวการปรับรูปร่าง ของคุณเจนนี่ ปิณฑิรา







ดูดไขมันต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง และปั้นเอว สร้างความโค้งเว้าของรูปร่างให้ดูสวย กระชับได้สัดส่วน 1 เดือนหลังผ่าตัด
คุณเจนนี่ ปิณฑิรา แต่เดิมมีรูปร่างค่อนข้างอวบ มีต้นแขนต้นขา เอวตรง อยากมีรูปร่างเล็ก แขน ขาเล็ก เอวเล็ก เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าของอก และสะโพกอย่างชัดเจน และมีแนว Sexy line ด้วย หลังผ่าตัดได้รูปร่างดั่งที่ต้องการ…ชอบมาก พร้อมที่จะอวดรูปร่างใหม่อย่างมั่นใจ
รีวิวการปรับรูปร่าง ของคุณส้มโอ ชมพูนุช





ดูดไขมันต้นขา หน้าท้อง ปั้นเอว และสร้างความโค้งเว้าของรูปร่างให้ดูสวย กระชับ ดูสปอร์ต หลังผ่าตัด 1 เดือน
คุณเจนนี่ นฤมล ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าการทำศัลยกรรม จะสามารถปรับสร้างรูปร่างได้สวยงามขนาดนี้ ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งเอวที่กระชับเล็กลง เห็นแนวกล้ามเนื้อหน้าท้องชัดเจน ดูแล้วฟิตแอนเฟิร์มจริงๆ การออกกำลังกายต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ ถึงจะเป็นแบบนี้หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้ ศัลยกรรมปรับรูปร่างเกิดได้จริงๆค่ะ เจนนี่คอนเฟิร์ม
รีวิวการปรับรูปร่าง ของคุณส้มโอ ชมพูนุช





ดูดไขมันต้นขา หน้าท้อง เห็นแนวกล้ามเนื้อหน้าท้อง และสร้างความโค้งเว้าของรูปร่างให้ดูสวย สปอร์ต หลังผ่าตัดครบ 1 เดือน
คุณส้มโอ ชมพูนุช ว้าวว..จริงๆค่ะ!!! เอวอวบๆ ต้นขาใหญ่ๆ เสกให้หายไปได้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเอวที่อวบๆ พยายามออกกำลังกายอย่างหนักมานาน พยายามลดหน้าท้อง ต้นขา และสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ดูเฟิร์มกระชับมานาน แต่ทำไม่ได้เลย ลองแล้วค่ะ ตัดสินใจทำศัลยกรรมปรับรูปร่างให้สวยรับส่วนโค้งส่วนเว้าของอก สะโพก แถมมีแนวกล้ามเนื้อหน้าท้อง ดูแล้วเซ็กซี่ ทำได้จริงๆ ค่ะ รูปที่เห็นเพียง 2 เดือนหลังผ่าตัดเท่านั้นค่ะ
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดูดไขมันต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง
ปรึกษาศัลยแพทย์ และวิสัญญีแพทย์
ตรวจเลือดและตรวจร่างกาย
ทานยาหรือปรับยาตามแพทย์แนะนำ เพื่อเตรียมตัวผ่าตัด
หยุดยาจำพวกแอสไพริน ยาลดอาการอักเสบ หรือสมุนไพร เพราะอาจจะทำให้เลือดออกมากขึ้นได้
หลังผ่าตัดต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 1-2 วัน
ขั้นตอนการผ่าตัดดูดไขมันต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง
กำหนดตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมันออก ในกรณีที่จะดูดไขมันออกเพียงจุดเดียว
2. การให้ยาระงับความรู้สึก กรณีมีไขมันปริมาณไม่มากอาจใช้ยาชา แต่ถ้าดูดไขมันหลายจุดและปริมาณมาก จะต้องทำภายใต้การดมยาสลบ
3. เจาะผิวหนังขนาด 0.5 มิลลิเมตร เพื่อใส่เข็มดูดไขมัน และทำการดูดด้วยเครื่องดูดไขมัน เมื่อเสร็จสิ้นการดูดไขมัน แพทย์จะเย็บปิดแผลซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 1-2 เข็มเท่านั้น ระยะเวลาของการดูดไขมัน จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณของไขมัน
4. ใช้ผ้ายืดพันรอบบริเวณที่ดูดไขมัน
การดูแลหลังผ่าตัดดูดไขมันต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง
หลังการผ่าตัด จะมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาจากตำแหน่งแผลที่ดูด ซึ่งจะซึมออกมาเรื่อยๆ ประมาณ 4-5 วัน ก็จะหยุดไหลไปเอง ให้ทำแผลบริเวณที่ดูดทุกวันจนกว่าแผลจะแห้งและไม่มีน้ำเหลืองซึมออกมา ถ้าน้ำเหลืองที่ซึมออกมาไม่หายไปใน 4-5 วัน และมีอาการเจ็บปวด บวมแดง เพิ่มขึ้น ควรมาพบศัลยแพทย์ทันที
ให้ใส่ผ้ายืด (Elastic Bandage) หรือชุดรัดกล้ามเนื้อ (Compression Garment) สำหรับรัดตรงบริเวณที่ทำการดูดเป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง หลังการผ่าตัดใหม่ เพื่อลดอาการบวม และเป็นการกดให้โพรงที่เกิดจากการดูดไขมันออกยุบติดกัน และไม่ให้เกิดการคั่งของน้ำเหลือง จากนั้นคนไข้ยังสามารถใส่ผ้ายืด หรือใส่ชุดรัดกล้ามเนื้อต่อได้อีก 15-30 วัน เพื่อเป็นการช่วยให้หายเร็วและได้ผลดีขึ้น คนไข้สามารถทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เพียงแต่ไม่ควรทำสิ่งที่รุนแรง และไม่ควรเคลื่อนไหวในบริเวณที่ทำการดูด
หลังทำการดูดไขมัน คนไข้จะมีอาการบวมขึ้นตรงบริเวณที่ดูด โดยอาการบวมจะเกิดขึ้นประมาณ 3-4 อาทิตย์หลังผ่าตัด หลังจากนั้นจะยุบบวมและหายสนิทดีในระยะ 3-4 เดือนหลังผ่าตัด
นวดไล่น้ำเหลืองเบาๆ หลังผ่าตัด 3 วัน และวันเว้นวันอีก 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยในการยุบบวมและลดความอึดอัด
ชุดรัดกล้ามเนื้อ (Compression Garment) ต้องใส่ตลอดเวลา ยกเว้นตอนอาบน้ำเท่านั้น
เคลื่อนไหวทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด (Blood Clot)
อาบน้ำได้หลังผ่าตัด 2-3 วัน แต่ต้องทำแผลให้แห้งและสะอาด
สามารถออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ แช่น้ำได้ หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์
ตัดไหมหลังผ่าตัดครบ 7 วัน
พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดดูดไขมันต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง
รูปก่อนและหลังผ่าตัดดูดไขมัน ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล
ปัญหาระยะสั้นที่อาจพบหลังผ่าตัด
น้ำเหลือง (Seroma) อาจจะมีอาการบวมเป็นหย่อมๆ ซึ่งมีน้ำเหลืองขังอยู่ใต้ผิวหนัง ศัลยแพทย์จะทำการเจาะออก หรือใส่สายระบายเอาน้ำเหลืองออก
ไขมันอุดตันที่ปอด (Pulmonary Thromboembolism)
ปวด (Pain)
อาการชา (Numbness) อาจจะเกิดได้ แต่จะหายไปหลังผ่าตัด 3-6 เดือน
แผลติดเชื้อ (Infection)
เลือดจาง (Anemia)
เลือดคั่ง (Hematoma)
ไขมันอุดตันเส้นเลือด (Fat Embolism)
อาจจะมีผิวหนังไหม้เป็นหย่อมๆ จากเลเซอร์ได้
ปัญหาระยะยาวที่อาจพบหลังผ่าตัด
เป็นก้อนไขมัน (Fibrosis) แก้ไขโดยนวด หรือใช้อัลตราซาวด์
ผิวหนังไม่เรียบเป็นคลื่น
รูปร่างอาจจะไม่เท่ากัน (Asymmetries) ทั้งสองด้าน
แผลสมานไม่ดี (Poor healing)







ปรับรูปร่างและเพิ่มความมั่นใจด้วยการดูดไขมัน
การดูดไขมัน เป็นการศัลยกรรมเสริมความงาม เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ได้รับความนิยมในผู้คนที่ต้องการมีรูปร่างที่ดีขึ้น และต้องการเพิ่มความมั่นใจในรูปร่างของตนเองให้มากขึ้น
เป็นการศัลยกรรมที่ต้องใช้การดมยาสลบ ศัลยแพทย์จะกรีดเปิดแผลขนาดเล็กในบริเวณที่จะดูดไขมัน แล้วจึงสอดท่อ (Cannula) เข้าไปในแผล และดูดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย สามารถทำได้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา บั้นท้าย (ก้น) แขน และลำคอ
ประโยชน์ของการดูดไขมัน คือช่วยแก้ไขปรับรูปร่าง ทำให้รูปร่างดูดีขึ้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับบุคคลที่มีไขมันส่วนเกินบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ทำให้รู้สึกสบายใจ และมั่นใจในรูปร่างของตนเองมากขึ้น การดูดไขมันสามารถทำร่วมกับหัตถการเสริมความงามอื่นๆ เช่น การยกกระชับหน้าท้อง หรือการลดขนาดหน้าอก
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการดูดไขมัน
รอยช้ำและอาการบวม : รอยช้ำและอาการบวม เป็นเรื่องปกติหลังจากการดูดไขมัน แผลจะสมานตัวจากการดูด ผลข้างเคียงนี้จะบรรเทาลงภายในไม่กี่สัปดาห์
ความเจ็บปวดและไม่สบายตัว : บางคนอาจรู้สึกเจ็บปวด และไม่สบายบริเวณที่ดูด ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวด
อาการชาและรู้สึกเจ็บแปลบ : อาการชาและรู้สึกเจ็บแปลบเป็นเรื่องปกติหลังการดูดไขมัน เนื่องจากเส้นประสาทในบริเวณที่ดูดอาจได้รับความเสียหายชั่วคราว ผลข้างเคียงนี้จะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์
การติดเชื้อ : มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ความเสี่ยงนี้สามารถลดลงได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ในการดูแลหลังการผ่าตัด และรักษาความสะอาดบริเวณที่มีแผล
ความไม่สมมาตร : ผลของการดูดไขมันอาจไม่สมมาตรและไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่ : บางคนอาจรู้สึกคันหรือแสบร้อนบริเวณที่ดูดได้ ผลข้างเคียงนี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวและจะหายไปเอง
การสะสมไขมันซ้ำบริเวณเดิม : การดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก หากคนไข้ไม่รักษาสุขภาพ ไขมันก็สามารถสะสมใหม่ได้อีกในบริเวณที่เคยดูดไปแล้ว
ผลข้างเคียงเหล่านี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวและจะหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป คนไข้ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ในการดูแลหลังการผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน และมั่นใจว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดหวังมากที่สุด
การดูดไขมันช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม กี่วันเห็นผล
การดูดไขมัน เป็นวิธีที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นวิธีการลดน้ำหนัก แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพียงวิธีกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดเท่านั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมบางจุดที่ต้องการกำจัด ผลลัพธ์ที่เห็นชัดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างมากกว่า แต่อาจช่วยลดน้ำหนักได้เพียงเล็กน้อยประมาณ 2-5 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ดูดออกไป ผลลัพธ์จะเห็นได้ทันทีหลังการผ่าตัด แม้จะมีอาการบวมในช่วงแรก แต่ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นหลังจาก 3-6 เดือน เมื่ออาการบวมลดลงแล้ว
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ จำเป็นต้องดูแลตัวเองควบคู่กันไปด้วย มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีรูปร่างกระชับ ผิวดูมีสุขภาพดีไม่เหี่ยวย่น เมื่อเข้ารับการผ่าตัดเพื่อดูดไขมันส่วนเกินออก ผิวของคุณก็จะยังคงดูกระชับ ไม่เหี่ยวย่น และได้รูปร่างสมส่วน สวยงามอย่างที่ต้องการ
ข้อแนะนำ การดูดไขมันให้มีความปลอดภัย
เพื่อความปลอดภัย จะต้องดำเนินการโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนี้
การผ่าตัดด้วยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และทำการผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบ ด้วยวิสัญญีแพทย์ ความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมาก การสูญเสียเลือด ทำให้เกิดปริมาณเลือดในร่างกายต่ำเกินไป เวียนศีรษะ หลังการผ่าตัด 1-2 วัน ต้องมีการตรวจเช็กความเข้มข้นของเลือด Hematocrit ไม่ให้ต่ำจนเกินไป ที่จะเป็นอันตรายได้ ดังนั้น หลังการดูดไขมันต้องนอนโรงพยาบาล อย่างน้อย 2-3 คืน เพื่อดูผลข้างเคียง
มีการตรวจสุขภาพร่างกาย แข็งแรง ไม่เป็นโรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ
การดำเนินการภายใต้การดมยาสลบด้วยวิสัญญีแพทย์ จะดูดได้เรียบเนียนกว่า ไม่เป็นคลื่น และปริมาณมากกว่าอย่างปลอดภัย
การดูดไขมันต้องดูลักษณะความยืดหยุ่นของผิวหนัง ต้องมีความยืดหยุ่นดีจึงจะได้ผลดี ผิวหนังกระชับ
ดูดไขมันแล้วไม่เห็นผล เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?
ไขมันที่ถูกดูดออกไป จะเป็นไขมันที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังเท่านั้น เมื่อเราไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งต่อไปนี้
1. อาการบวมหลังจากดูดไขมัน
หลังจากการทำ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการส่งเลือดและน้ำเหลือง ไปยังบริเวณที่ดูดไขมันมากกว่าปกติ เพื่อซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อส่วนที่เสียหาย หลังการดูดจึงมีการบวมขึ้นมาได้ การบวมเกิดมากสุดช่วงประมาณ 1 เดือนหลังการทำ แล้วจะค่อยๆ ยุบลง
วิธีสังเกตอาการบวม คือบริเวณที่ดูดยังมีผิวเรียบตึงกว่าบริเวณที่ไม่ได้ดูด ลองคลำหรือจับเนื้อดึงขึ้นมาจะรู้สึกว่าตึงแข็งอยู่ อาจจะต้องรอดูไปก่อน การนวดเพื่อไล่น้ำเหลือง หลังผ่าตัดก็มีผลทำให้การบวมยุบเร็วขึ้นได้
2. ไขมันในช่องท้อง
ท้องที่ยื่นดันออกมาเป็นไขมันในช่องท้อง ซึ่งอยู่ใต้กล้ามเนื้อหน้าท้อง ไม่ใช่เพราะมีไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้อง ตามรูปที่ 1 ศัลยแพทย์ไม่สามารถดูดไขมันในช่องท้องได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับ ไต ไส้พุงที่อยู่ในช่องท้องใต้กล้ามเนื้อหน้าท้อง
รูปที่ 1: ท้องที่ยื่นดันออกมาเป็นไขมันในช่องท้อง
เปรียบเทียบคนที่มีไขมันในช่องท้องมาก กับคนที่มีไขมันในช่องท้องน้อย ตามรูปที่ 2 และรูปที่ 3 จะเห็นได้ว่า หากเรามีไขมันในช่องท้องมาก หลังดูดท้องก็จะลดขนาดได้น้อยกว่า คนที่มีไขมันในช่องท้องน้อยกว่า
รูปที่ 2: ก่อนและหลังการดูดไขมัน สำหรับผู้ที่มีไขมันในช่องท้อง
รูปที่ 3: ก่อนและหลังการดูดไขมัน สำหรับผู้ที่มีไม่มีไขมันในช่องท้อง
3. ปัญหากล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน
ดูดไขมันแล้วไม่เห็นผล อาจเกิดจากปัญหากล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน ส่วนมากเจอในกลุ่มผู้หญิงหลังคลอด ที่กล้ามเนื้อหน้าท้องเกิดการขยายออกหลังตั้งครรภ์ ทำให้หนังหน้าท้องหย่อน และกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เคยชิดกันเกิดการแยกออก ทำให้ท้องยื่นออกมามากขึ้น กรณีนี้ไม่สามารถจะรักษาด้วยการดูดไขมันเพียงอย่างเดียว อาจจะต้องมีการเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กระชับ และตัดหนังหน้าท้องส่วนเกินออกด้วย
รูปที่ 4: กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกหลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะแยกออกมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่ละคน
โดยสาเหตุที่ 2 และ 3 แพทย์ที่มีประสบการณ์การดูดไขมันมามาก จะสามารถมองออก และแจ้งให้คนไข้ทราบได้ก่อนผ่าตัด เพื่อจะได้ทราบและตัดสินใจวางแผนการผ่าตัดร่วมกัน
4. ดูดไขมันออกไม่หมด
ส่วนมากเกิดจากประสบการณ์ (Experience) ความชำนาญ (Skills) ของแพทย์ ยังไม่มาก ทำให้แพทย์ไม่ทราบว่าดูดไขมันออกไม่หมด หรือแพทย์บางท่านอาจจะให้เพียงแค่ยาชา เพื่อระงับความรู้สึกเจ็บของคนไข้เท่านั้น แต่ไม่ได้ดมยาสลบ ถึงแม้ว่าคนไข้จะไม่รู้สึกตัวก็ตาม แต่ร่างกายก็ยังดิ้นทุรนทุรายและร้องด้วยความเจ็บปวด ทำให้แพทย์ไม่สามารถดำเนินการต่อได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ทำให้ไขมันเหลือและผิวไม่เรียบ
ดังนั้น ก่อนดูดไขมัน ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด ทั้งเรื่องสิ่งที่กังวลและผลลัพธ์ที่คาดหวัง วิธีการผ่าตัด วิธีการดูแลหลังผ่าตัด วิธีการให้ยาระงับความเจ็บปวด เป็นการฉีดยาชาหรือดมยาสลบ ควรสอบถามด้วยว่าคุณหมอท่านใดเป็นศัลยแพทย์ และคุณหมอท่านใดเป็นวิสัญญีแพทย์ มีประสบการณ์และความชำนาญเพียงใด แนะนำว่าอาจจะต้องปรึกษาหลายๆ ที่เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง และเลือกโรงพยาบาลที่เรามั่นใจว่าจะทำให้ผลการผ่าตัดเป็นไปด้วยดีและมีความปลอดภัย
ทำไมต้องผ่าตัดดูดไขมัน ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล
-
ศัลยแพทย์ตกแต่งที่เชี่ยวชาญด้านการดูดไขมันโดยเฉพาะ ผ่านการเรียนกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก Dr. Alfredo Hoyos
-
ดูดไขมันได้เรียบเนียน ไม่เป็นคลื่น
-
มีการปรับแต่งรูปร่างให้สวยงามได้สัดส่วน มีส่วนโค้งส่วนเว้า
-
ดูดไขมันได้ปริมาณมาก ประมาณ 5-10 ลิตรต่อครั้ง
-
มีการดูแลการให้สารน้ำ ระหว่างการผ่าตัดด้วยวิสัญญีแพทย์
-
ไม่บอบช้ำมากหลังผ่าตัด
-
มีการนวดไล่น้ำเหลืองหลังผ่าตัด (Lymphatic drainage) เพื่อช่วยลดการบวมและทำให้รูปทรงเข้าที่เร็วขึ้น
-
ดำเนินการภายใต้การดมยาสลบด้วยวิสัญญีแพทย์ ทำให้ให้ดูดไขมันได้อย่างเต็มที่ไม่เจ็บ
-
ห้องผ่าตัดได้มาตรฐาน ปลอดเชื้อ ด้วยมาตรฐานระดับโลก
-
เครื่องมือทันสมัย ปลอดเชื้อด้วยมาตรฐาน JCI
-
หลังผ่าตัดอยู่ห้องพักฟื้น และพักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อช่วยดูแลแผลหลังผ่าตัดและไล่น้ำเหลือง
-
ให้ชุดซัพพอร์ตใส่กระชับหลังผ่าตัด เพื่อช่วยลดบวมและกระชับรูปร่างเร็วขึ้น