ริมฝีปากเป็นหนึ่งในส่วนที่แสดงอารมณ์ได้มากที่สุดบนใบหน้า และรูปทรงกับสัดส่วนของปากมีผลมากต่อความสมดุลของใบหน้าโดยรวม สิ่งที่ทำให้ปากดู “ใช่” ต่างกันไปในแต่ละคน เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นบนใบหน้าของคุณ ไม่ใช่ทรงมาตรฐานแบบเดียว
เทคนิคการทำศัลยกรรมปาก แก้ไขรูปทรงปากให้สวยงาม
เป้าหมายที่พบบ่อยคือการเพิ่มหรือลดปริมาตร การยกริมฝีปากที่ตกลงตามอายุ และการปรับรูปทรงให้คมชัดขึ้น โรงพยาบาลกมลให้บริการหัตถการบริเวณริมฝีปากและรอบปากดังนี้
- ลดขนาดริมฝีปาก
- เสริมริมฝีปาก (เพิ่มปริมาตร)
- ปากกระจับ
- ยกริมฝีปากบน (ลิปลิฟท์)
- ปรับคิวปิดโบว์ (Cupid’s bow)
- ปรับร่องเหนือริมฝีปาก (philtrum)
- ยกมุมปาก
- ทำลักยิ้ม
1. ศัลยกรรมปากบาง ทำปากบาง (Lips Reduction)
ลดปริมาตรของริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือทั้งสองข้าง เพื่อให้ได้สัดส่วนกับส่วนอื่นของใบหน้ามากขึ้น เย็บปิดแผลด้วยไหมละลายที่สลายไปเองภายใน 7-10 วัน ใช้เวลาผ่าตัดไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโดยใช้ยาชาเฉพาะที่
รูปที 2: ตำแหน่งของแผลศัลยกรรมปากบาง
2. ศัลยกรรมปากกระจับ (Horn chestnut-shaped lips)
เป็นการปรับรูปริมฝีปากบนให้ยกโค้งขึ้นที่ด้านข้าง ขณะที่ส่วนกลางเว้าลงเล็กน้อยคล้ายคันธนู ทำให้ริมฝีปากบนดูอิ่มและมีเส้นสายชัดขึ้น และเห็นฟันมากขึ้นเล็กน้อยเวลายิ้ม
ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับรูปทรงและขนาดเดิมของริมฝีปากบนและสัดส่วนใบหน้าของคุณ ซึ่งแพทย์จะประเมินให้
รูปที่ 3: การศัลยกรรมปากกระจับ
ขั้นตอนการทำปากกระจับ
- ศัลยแพทย์จะออกแบบริมฝีปากบนให้เป็นรูปกระจับ โดยทำให้ขอบปากบนด้านข้างบาง และตรงกลางเป็นติ่งเนื้อห้อยลงมา และเผยอขึ้นเล็กน้อย แล้ววาดแนวริมฝีปากล่าง
- ฉีดยาชาเฉพาะที่ ในบริเวณที่ต้องการ
- กรีดแผลบริเวณตามแนวที่กำหนดไว้ แล้วตัดเนื้อริมฝีปากออกบางส่วน เพื่อทำรูปทรงปากกระจับ
- เย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย
ทำปากกระจับเจ็บไหม มีวิธีการดูแลแผลหลังทำอย่างไร
หลังการทำปากกระจับ แผลจะบวม ตึง ประมาณ 2-3 วัน เจ็บเล็กน้อยพอทนได้ แต่อาจจะรู้สึกไม่สบายปากในการพูด หรือรับประทานอาหาร ต้องพักผ่อนเก็บตัว 2-3 วันจะยุบบวมดีขึ้น สามารถกลับไปทำงานได้หลังผ่าตัด 4-5 วัน
สำหรับวิธีการดูแลแผลหลังทำปากกระจับ อาจจะต้องปิดแมสประมาณ 1-2 อาทิตย์ และจะเข้าที่ใกล้เคียงปกติประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัด จะต้องดื่มน้ำบ่อยๆ และใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อให้ในปากชุ่มชื้น หลังผ่าตัด 7 – 10 วัน ถ้าไหมละลายไม่หมดให้กลับมาตัดไหมออก แล้วทาวาสลินที่ริมฝีปากเพื่อป้องกันริมฝีปากแห้ง
3. ศัลยกรรมยกริมฝีปาก (Upper Lip Lift)
การยกริมฝีปากบนคือการลดระยะร่องเหนือริมฝีปาก (philtrum) ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างจมูกกับขอบปากด้านบน ที่ยาวขึ้นตามอายุโดยธรรมชาติ การลดระยะนี้จะทำให้ริมฝีปากหมุนขึ้น เพิ่มความสูงของริมฝีปากบนที่มองเห็น และลดระยะห่างจากจมูก
3.1 ตัดหนังส่วนเกินบริเวณใต้ฐานจมูก (Sub nasal incision)
ลงแผลตามแนวฐานจมูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นได้น้อยที่สุด โดยลงแผลเป็นรูปคล้ายเขาวัว แล้วยกริมฝีปากบนขึ้นไปทางจมูก
รูปที่ 4: การศัลยกรรมยกริมฝีปากบน แบบตัดหนังส่วนเกินบริเวณใต้ฐานจมูก
3.2 ยกริมฝีปากแบบตัดตรง (direct lip lift)
ลงแผลเหนือขอบริมฝีปากบนพอดี แล้วปรับรูปริมฝีปากและตัดหนังส่วนเกินออก ได้ผลดีกับริมฝีปากที่ยาวและตก แต่จะมีแผลเป็นจาง ๆ เหนือขอบริมฝีปาก
รูปที่ 5: การศัลยกรรมยกริมฝีปากบน แผลอยู่ที่ขอบปาก
4. ผ่าตัดเสริมริมขอบปาก (Cupid Bow Enhancement)
คิวปิดโบว์คือเส้นโค้งคู่หรือรูปตัว M ที่กลางริมฝีปากบน หัตถการนี้เพิ่มความชัดของเส้นโค้งดังกล่าว ด้วยการฉีดฟิลเลอร์หรือการเสริมด้วยเนื้อเยื่อ acellular dermal matrix โดยแพทย์มาร์กจุด 4 จุดและใส่วัสดุผ่านขอบริมฝีปากบนทั้งสองข้าง
รูปที่ 6: การผ่าตัดเสริมริมฝีปากบน
5. ผ่าตัดเสริมร่องปาก (Phitrum enhancement)
การผ่าตัดเสริมร่องปาก คือการผ่าตัดเสริมสันกลางร่องปากให้ดูเป็นขอบชัดเจน และขอบปากบนดูโดดเด่นมีมิติ ไม่แบนราบ มีวิธีการผ่าตัด 2 วิธี คือ
5.1 แบบกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านใน (V-shave scar)
โดยการกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านในเป็นรูปตัว V ตัดผิวหนังออกบางส่วน มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมื่อเย็บแผลแล้วจะทำให้แนวสัน และร่องกลางริมฝีปากดูชัดขึ้น ดังรูปที่ 7
รูปที่ 7: การผ่าตัดเสริมร่องปาก แบบกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านใน
5.2 เสริมแนวสันร่องปากด้วยเนื้อเยื่อ (Philtrum augmentation)
โดยการกรีดแผลเล็กๆบริเวณด้านบน และด้านล่างตามแนวขอบร่องปาก แล้วร้อยแผ่นเนื้อเยื่อใว้ใต้ผิวหนัง เย็บแผลด้วยไหมเส้นเล็ก ดังรูปที่ 8
รูปที่ 8 : การผ่าตัดเสริมร่องปาก แบบเสริมแนวสันร่องปากด้วยเนื้อเยื่อ
6. ศัลยกรรมเสริมริมฝีปาก (Lips Enhancement)
การเสริมริมฝีปากคือการเพิ่มปริมาตรให้ริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือทั้งสองข้าง มีหลายวิธีให้เลือก และแต่ละวิธีต่างกันมากในเรื่องความคงทนของผลลัพธ์
6.1. การเสริมให้ริมฝีปากอวบอิ่มด้วย พลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)
ริมฝีปากสูญเสียปริมาตรตามอายุ PRP ใช้สารเข้มข้นที่เตรียมจากเลือดของตัวเอง ฉีดเพื่อปรับคุณภาพเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาตรเล็กน้อย เป็นวิธีที่รุกล้ำน้อยที่สุด ทำเป็นคอร์ส 3 ครั้งในช่วง 3 เดือน ผลลัพธ์เป็นชั่วคราวและโดยทั่วไปอยู่ได้ไม่กี่เดือน เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพริมฝีปากแบบเนียน ๆ ไม่ใช่การเพิ่มปริมาตรอย่างชัดเจน
6.2. การเสริมริมฝีปากโดยการฉีดฟิลเลอร์
เป็นวิธีที่นิยมเนื่องจากไม่ต้องเปิดแผล จึงไม่มีรอยเย็บ และไม่ต้องฉีดยาชา ชึ่งสารฟิลเลอร์ที่นิยมใช้เป็นสารฟิลเลอร์ในกลุ่ม Hyaluronic acid คือ Restylane®, JuvedermTM โดยปกติแล้ว ฟิลเลอร์ที่เติมไปจะค่อยๆ สลายไป จะคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน หลังจากนั้น จะต้องไปฉีดใหม่ เนื่องจากสารฟิลเลอร์นั้นได้สลายหมดไป ดังรูปที่ 9
- ข้อดี: คือทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสช้ำเขียวได้น้อย
- ข้อเสีย: คือจะต้องฉีดซ้ำบ่อยๆ ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย และมีโอกาสแพ้สาร Hyaluronic acid ได้
รูปที่ 9: การผ่าตัดเสริมการเสริมริมฝีปากโดยการฉีดฟิลเลอร์
6.3. การเสริมริมฝีปากด้วยแผ่นเนื้อเยื่อ (Acellular dermal matrix)
เป็นที่นิยมมากในการเสริมริมฝีปากให้อวบอิ่ม สามารถเพิ่มขนาด และรูปทรงของริมฝีปากให้งดงามอย่างธรรมชาติ Acellular dermal matrix เป็นวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ โดยเป็นชั้นของผิวหนังบางๆ ที่ผ่านกระบวนการนำ Cell, Antigen และ Antibody ออก ซึ่งจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านเนื้อเยื่อออกจากร่างกาย จึงไม่ทำให้เกิดการแพ้ โดยจะเหลือแต่โครงตาข่ายของโปรตีน และคอลลาเจน การผ่าตัดจะใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ และมีรอยแผลดังภาพ ไหมที่เย็บจะมีเพียงแค่ 2 จุดเท่านั้น โอกาสที่จะเกิดอาการบวมช้ำมีน้อยมาก และสามารถคงรูปร่างได้มากกว่า 5 ปี ดังรูปที่ 10
รูปที่ 10: การผ่าตัดเสริมริมฝีปากด้วยแผ่นเนื้อเยื่อ (Acellular dermal matrix)
6.4. การเสริมริมฝีปากโดยฉีดไขมันตัวเอง (Fat Graft)
เป็นการดูดเอาไขมันมาจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ใต้ท้องแขน มาปั่นแยกเอาเฉพาะไขมันมาฉีดใส่ที่ปาก เพื่อให้ปากอวบอิ่ม ดังรูปที่ 11
- ข้อดี: ใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง จึงไม่มีความเสี่ยงที่ร่างกายจะไม่รับหรือเกิดการแพ้
- ข้อเสีย: เกิดการสลายของไขมันที่เราฉีดเข้าไป อาจจะหายไปบางส่วน ทำให้รูปทรงของปากไม่สมดุลได้ ส่วนใหญ่ต้องเติมไขมันอีก 1-2 ครั้ง จึงจะได้รูปทรงที่คงตัว
รูปที่ 11: การผ่าตัดเสริมริมฝีปากโดยฉีดไขมันตัวเอง
7. ศัลยกรรมยกมุมปาก (Corner Lip Lift)
มุมปากที่ตกลงเกิดขึ้นตามอายุ และทำให้ใบหน้าดูเหมือนไม่มีความสุขอยู่ตลอด ซึ่งการดึงหน้าไม่ได้แก้ปัญหานี้ แพทย์จะลงแผลขนาดเล็กที่มุมปากแต่ละข้างตามแนวขอบริมฝีปาก และตัดหนังส่วนเกินออกเพื่อยกมุมปากขึ้น
รูปที่ 12: การศัลยกรรมยกมุมปาก
8. การผ่าตัดทำลักยิ้มหรือแก้มบุ๋ม
ลักยิ้มเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์ น่ารักชวนมอง และทำให้ใบหน้าดูมีสัดส่วนสมดุล ไม่ดูใหญ่เกินไป การผ่าตัดลักยิ้ม ทำได้โดยการกำหนดตำแหน่งบริเวณผิวหนัง ห่างจากเส้นร่องแก้ม และเฉียงขึ้นเล็กน้อย รูปทรงของลักยิ้มเป็นแบบจุดหรือแบบรอยขีด หลังจากนั้นจึงฉีดยาชา แล้วกรีดแผลเล็กๆภายในปาก ใช้ไหมร้อยจากด้านในปากออกมาที่ผิวหนัง แล้วร้อยกลับเข้าไปผูกฝังปมใว้ด้านใน แล้วเย็บปิดแผลด้านในด้วยไหมละลาย ดังรูปที่ 13
รูปที่ 13: การผ่าตัดทำลักยิ้มหรือแก้มบุ๋ม
การดูแลเพิ่มเติมหลังทำลักยิ้ม
- รักษาความสะอาดของแผลในช่องปากด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ และใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- รอ 3 วันก่อนเริ่มใช้แปรงสีฟัน
- เลี่ยงอาหารเหนียว
- พูดให้น้อยที่สุดในช่วง 2-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไหมคลายตัว
รีวิวการศัลยกรรมปาก ทำปากกระจับ ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล






การเตรียมตัวก่อนการศัลยกรรมปาก
- ปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อความมั่นใจว่าเราเหมาะสมที่จะทำรวมทั้งผลการผ่าตัด ความเสี่ยงต่าง ๆ ของเรา
- ตรวจสุขภาพเบื้องต้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดด้วยยาชา ความเสี่ยงค่อนข้างน้อย หรือดมยาสลบต้องไม่มีโรคใด ๆ ที่มีผลต่อการผ่าตัด
- หยุดยาสมุนไพรหรือวิตามิน ที่มีผลต่อการไหลของเลือด ก่อนการผ่าตัด 2 สัปดาห์
- หยุดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
- ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการปวดและบวม
- นอนหนุนศีรษะสูงสองสามวันเพื่อลดอาการบวม
- ดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื้น
- รักษาความสะอาดของแผล
- ใช้แปรงสีฟันหัวเล็กและแปรงอย่างระมัดระวัง
- ปฏิบัติตามคำแนะนำหลังผ่าตัดและมาตามนัดทุกครั้ง
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
ปากเป็นส่วนที่ไวต่อการสัมผัสมากที่สุดของร่างกาย หลังการผ่าตัดริมฝีปากอาจจะมีอาการ ดังต่อไปนี้
- แผลผ่าตัดแดง
- มีอาการบวมที่แผลผ่าตัด
- ปวดเล็กน้อยบริเวณแผล 2-3 วันแรกหลังการผ่าตัด
- อาจจะมีอาการชาที่ริมฝีปากได้
- ช้ำเขียว
- เลือดคั่ง
- แผลสมานช้า
- ริมฝีปากอาจไม่เท่ากัน ในบางกรณีอาจจะต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดครั้งที่สอง
ผลข้างเคียงอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก ได้แก่ การติดเชื้อ มีแผลเป็น เลือดออกบริเวณแผลผ่าตัด เกิดการบวมอย่างรุนแรง
ระยะพักฟื้น
การผ่าตัดริมฝีปากเป็นการผ่าตัดไม่ซับซ้อน ผ่าตัดโดยใช้ยาชา และหลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้เลย และจะฟื้นตัวเร็วกว่าการทำศัลยกรรมความงามอื่นๆ สามารถกลับไปทำงานได้หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ สามารถออกกำลังกายได้หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์
ภาพก่อน-หลัง



วีดิทัศน์ การศัลยกรรมปาก ตกแต่งริมฝีปาก ทำปากกระจับ
ทางเลือกการเสริมริมฝีปากที่โรงพยาบาลกมล
โรงพยาบาลกมลมีทางเลือกครบสำหรับการปรับรูปทรงและเพิ่มปริมาตรริมฝีปาก ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัดที่ให้ผลชั่วคราว ไปจนถึงเทคนิคการผ่าตัดที่ให้ผลคงทน
ฟิลเลอร์ที่ใช้ไฮยาลูรอนิกแอซิดฉีดเพื่อเพิ่มปริมาตรและความชัดของเส้นสาย ไฮยาลูรอนิกแอซิดเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ และฟิลเลอร์กลุ่มนี้มีประวัติด้านความปลอดภัยมายาวนาน ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้ 6-12 เดือนก่อนต้องทำซ้ำ
การเสริมด้วยการผ่าตัด ทั้งการใช้ acellular dermal matrix และการฉีดไขมันตัวเอง เป็นทางเลือกที่อยู่ได้นานกว่าสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมาฉีดซ้ำ โดยทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่
ทีมศัลยแพทย์และทีมพยาบาลของเราจะพูดคุยกับคุณว่าทางเลือกใดเหมาะกับกายวิภาค เป้าหมาย และความคงทนของผลลัพธ์ที่คุณต้องการ
ทำไมต้องเลือกโรงพยาบาลกมล
หัตถการบริเวณริมฝีปากเป็นงานที่วัดกันในหน่วยมิลลิเมตร เพราะความต่างเพียงเล็กน้อยมีผลต่อความสมมาตรและความเป็นธรรมชาติของทรงปากอย่างชัดเจน แพทย์ของเราวางแผนจากสัดส่วนใบหน้าทั้งใบ ไม่ใช่มองเฉพาะริมฝีปากแยกส่วน และมีทางเลือกครบทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด จึงแนะนำตามเป้าหมายจริงของคุณได้โดยไม่ต้องเลือกเทคนิคตามที่มีอยู่ โรงพยาบาลได้รับการรับรองจาก Joint Commission International (JCI) และดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การปรึกษาจนถึงช่วงพักฟื้น
คำถามที่พบบ่อย
การเสริมริมฝีปากแบบไหนอยู่ได้นานที่สุด
ขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือก
- ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก: อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน แล้วต้องฉีดซ้ำ
- PRP: ช่วยให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงไม่กี่เดือน
- ฉีดไขมันตัวเอง: อยู่ถาวรเมื่อไขมันเข้าที่ แต่ส่วนใหญ่ต้องเติม 1–2 ครั้ง เพราะไขมันบางส่วนจะสลายไป
- แผ่นเนื้อเยื่อ (Acellular Dermal Matrix): คงรูปได้หลายปี
- การผ่าตัด เช่น ยกริมฝีปาก หรือทำปากบาง ให้ผลถาวรต่อรูปทรงและสัดส่วน
ยกริมฝีปากแล้วจะมีแผลเป็นให้เห็นไหม
มีแผลทุกแบบ แต่ตำแหน่งขึ้นกับเทคนิค การยกแบบตัดใต้ฐานจมูก (Bullhorn) มีแผลอยู่ในร่องใต้จมูก ส่วนใหญ่จางเป็นเส้นบาง ๆ ภายใน 3–6 เดือน ส่วนการยกแบบแผลขอบปาก (Direct Lip Lift) มีแผลเส้นบางตามขอบปากบน ซึ่งเห็นได้ง่ายกว่าเมื่อมองใกล้ แต่ใช้ดินสอเขียนขอบปากปกปิดได้ ผู้ที่ผิวคล้ำหรือมีประวัติแผลนูนควรแจ้งแพทย์ในวันปรึกษา ถ้าแผลนูนหนา รักษาได้ด้วยวิธีลบคีลอยด์
ศัลยกรรมปากจะมีผลต่อการยิ้ม การพูด หรือการกินไหม
มีผลชั่วคราว ช่วงไม่กี่วันแรกอาการบวมและตึงอาจทำให้พูด ยิ้ม หรือกินอาหารไม่ถนัด ควรกินอาหารอ่อนและดื่มน้ำบ่อย ๆ หลังทำลักยิ้ม แพทย์จะแนะนำให้พูดน้อยลงในช่วง 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้ไหมด้านในเข้าที่ เมื่อแผลหายสนิท การขยับปากจะกลับมาเป็นปกติ เพราะการผ่าตัดเปลี่ยนรูปทรงของริมฝีปาก ไม่ได้เปลี่ยนการใช้งาน
ลักยิ้มจากการผ่าตัดอยู่ถาวรไหม
ออกแบบให้อยู่ถาวร เพราะไหมด้านในยึดผิวหนังกับกล้ามเนื้อไว้ ช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกจะเห็นลักยิ้มแม้ไม่ได้ยิ้ม แล้วค่อย ๆ ตื้นขึ้นจนเห็นชัดเฉพาะตอนยิ้ม บางคนลักยิ้มอาจจางลงเมื่อเวลาผ่านไป และอาจต้องทำซ้ำเล็กน้อย
เคยฉีดฟิลเลอร์ปากมาก่อน ผ่าตัดได้ไหม
ส่วนใหญ่ได้ แพทย์จะตรวจว่ายังมีฟิลเลอร์เหลืออยู่มากแค่ไหน เพราะฟิลเลอร์ที่ค้างอยู่มีผลต่อรูปทรงและการวางแผนผ่าตัด ถ้าจำเป็น สามารถฉีดเอนไซม์สลายฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิกก่อนผ่าตัดได้ และควรงดฉีดฟิลเลอร์ใหม่ล่วงหน้าหลายเดือน
ทำศัลยกรรมปากร่วมกับหัตถการอื่นบนใบหน้าได้ไหม
ได้ การยกริมฝีปากเป็นส่วนหนึ่งของศัลยกรรมปรับรูปหน้าให้เป็นผู้หญิง (FFS) ที่ทำบ่อย เพราะระยะระหว่างจมูกกับริมฝีปากบนที่สั้นลงมักทำให้ใบหน้าดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น และเนื่องจากแผลแบบ Bullhorn อยู่ที่ฐานจมูก จึงมักวางแผนร่วมกับศัลยกรรมจมูกหรือตัดปีกจมูก ส่วนการปรับสมดุลใบหน้าส่วนล่าง ทำร่วมกับการเสริมคางได้
พักฟื้นนานไหม กลับไปทำงานได้เมื่อไหร่
จะมีอาการบวมและตึงบ้าง ซึ่งควบคุมได้ด้วยยา ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ และผลลัพธ์นิ่งในช่วงประมาณ 2-3 เดือน กรณีทำลักยิ้มต้องพูดให้น้อยที่สุดในช่วง 2-4 สัปดาห์ ซึ่งควรวางแผนกับตารางงานล่วงหน้า
อยู่ต่างจังหวัด ต้องพักในกรุงเทพฯ นานเท่าไร
ศัลยกรรมปากส่วนใหญ่ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ จึงกลับที่พักได้ในวันเดียวกัน ควรพักในกรุงเทพฯ ประมาณ 7 วัน จนถึงวันตัดไหมหรือวันที่แพทย์นัดตรวจแผล ประเทศไทยเป็นจุดหมายด้านศัลยกรรมใบหน้าชั้นนำของเอเชีย และกมลทริปช่วยจัดที่พักใกล้โรงพยาบาลให้ได้