การดึงหน้า หรือ rhytidectomy คือการคืนความอ่อนวัยให้ใบหน้าด้วยการกระชับผิวที่หย่อนคล้อยและเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ผิว จัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมอายุ ทั้งผิวที่หย่อนบริเวณแก้มและกรอบกราม ร่องที่ลึกขึ้น และแนวกรามที่ไม่ชัดเหมือนเดิม
เพราะใบหน้า ดวงตา และลำคอถูกมองเป็นหน่วยเดียวกัน การดึงหน้าจึงมักทำร่วมกับหัตถการอื่น เช่น การกระชับกล้ามเนื้อชั้นลึก การเติมไขมัน หรือการปรับกระดูกใบหน้า เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุล ไม่ใช่ดูเปลี่ยนแค่จุดเดียว
โรงพยาบาลกมลให้บริการหัตถการในกลุ่มนี้ 6 รายการ ซึ่งคุณอาจต้องทำหนึ่งหรือหลายรายการ ขึ้นอยู่กับกายวิภาคและเป้าหมายของคุณ
- มินิเฟซลิฟท์ / ดึงกรอบหน้าส่วนกลาง
- ดึงหน้าแบบเต็มรูปแบบด้วยเทคนิค SMAS
- ดึงกรอบหน้าส่วนกลางด้วยวัสดุสังเคราะห์ชนิดสลายตัวได้
- ดึงคอและเย็บกระชับกล้ามเนื้อคอ
- ยกหน้าผาก / ยกคิ้ว
- เติมไขมันบนใบหน้า
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
หลังจากปรึกษาแพทย์เพื่อตัดสินใจจะผ่าตัดแล้ว ต้องมีการเตรียมตัวดังนี้
- การตรวจสุขภาพร่างกาย ผลการตรวจทุกอย่าง ประวัติการรักษาพยาบาล รวมถึงการตรวจสุขภาพของผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ต้องตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจ EKG และ stress test เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปี ที่อาจจะมีโรคหัวใจ ความดัน ซึ่งจะมีผลต่อการดมยาสลบ
- หยุดการสูบบุหรี่ อย่างน้อย 2 สัปดาห์
- สระผมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- ความคาดหวังของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ต้องคุยกับแพทย์ให้ชัดเจน ถึงความต้องการของผลการผ่าตัดดึงหน้าเช่น ผลของริ้วรอยหลังผ่าตัดดึงหน้า อาจจะมีใบหน้าซ้ายขวาไม่เท่ากันได้ เนื่องจากไขมันที่เหลือบนใบหน้าอาจจะไม่เท่ากัน
เทคนิคที่ให้บริการ
โดยทั่วไปการดึงหน้าใช้ยาสลบ แต่บางกรณีใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยานอนหลับได้ ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 2-4 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับหัตถการที่ทำร่วมกัน
1. มินิเฟซลิฟท์ / ดึงกรอบหน้าส่วนกลาง (Mini facelift / Midface lift)
ใช้แผล 2 จุด จุดแรกเริ่มจากแนวไรผมบริเวณขมับ ลงมาด้านหน้าใบหู สิ้นสุดที่ติ่งหู ซึ่งเป็นแนวแผลมาตรฐานของการดึงหน้าที่ยังใช้กันแพร่หลาย เทคนิคนี้กระชับผิวส่วนเกินและอาศัยแรงตึงในการจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิว จุดที่สองอยู่ใกล้แนวขนตาล่าง ซึ่งลดผิวส่วนเกินเพื่อให้สมดุลกับการยกและกระชับแก้ม
เหมาะที่สุดกับผู้ที่มีผิวส่วนเกินแต่เนื้อเยื่อชั้นลึกยังหย่อนไม่มาก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงโดยใช้ยานอนหลับหรือยาสลบ
2. ดึงหน้าแบบเต็มรูปแบบด้วยเทคนิค SMAS (Full facelift)
แพทย์ของเราทำการดึงหน้าชั้นใต้ผิวหนังร่วมกับการแยกชั้น SMAS และตัดชั้น SMAS ส่วนเกิน (SMAS-ectomy) แนวแผลเริ่มจากแนวไรผมบริเวณขมับ ลงมาด้านหน้าใบหู และสิ้นสุดที่ด้านหลังใบหู จากนั้นดึงชั้น SMAS ขึ้นและไปด้านหลังแล้วยึดไว้ พร้อมกระชับกล้ามเนื้อชั้นใต้ในจุดที่จำเป็น เนื้อเยื่ออ่อนและผิวหนังจะตามตำแหน่งใหม่ของชั้นที่ถูกจัดไว้ แล้วตัดผิวส่วนเกินออก
เป็นเทคนิคที่ครอบคลุมกว่า และผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าอย่างชัดเจน เหมาะที่สุดกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมากและชั้นกล้ามเนื้อใบหน้าหย่อนลง ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงโดยใช้ยานอนหลับหรือยาสลบ
3. ดึงกรอบหน้าส่วนกลางด้วยวัสดุสังเคราะห์ชนิดสลายตัวได้ (Endotine - Mid face lift)
เทคนิคนี้แขวนชั้นกล้ามเนื้อลึกด้วยริบบิ้นสังเคราะห์ชนิดสลายตัวได้ (Endotine®) ผ่านแผลด้านหน้าใบหูที่ต่อขึ้นไปถึงบริเวณขมับ วัสดุจะสลายตัวหมดภายในประมาณ 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อเข้าที่ในตำแหน่งใหม่แล้ว และยังช่วยเพิ่มความอิ่มและมิติของแก้มให้ดูสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
บางคนรู้สึกตึงเล็กน้อยที่จุดยึดในช่วงหลายเดือนหลังผ่าตัด ซึ่งจะหายไปเมื่อวัสดุสลายตัว เหมาะที่สุดกับผู้ที่มีกรอบหน้าส่วนกลางหย่อน หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความอิ่มของแก้มโดยที่เนื้อเยื่อชั้นลึกหย่อนเพียงเล็กน้อย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงโดยใช้ยานอนหลับหรือยาสลบ
4. การผ่าตัดยกกระชับลำคอ ผ่าตัดดึงคอ
สำหรับผู้ที่มีลำคอหนา มีริ้วรอย หรือหย่อนคล้อย แพทย์อาจทำเทคนิคหนึ่งหรือทั้งสองเทคนิคร่วมกัน
การเย็บกระชับกล้ามเนื้อคอใช้แผลขนาดเล็กใต้คาง เพื่อยกและเย็บกระชับกล้ามเนื้อคอที่หย่อน (platysmaplasty) ส่วนการดึงคอใช้แผลด้านหลังใบหูทั้งสองข้าง ซึ่งบางกรณีต่อแนวออกไป เพื่อกระชับกล้ามเนื้อคอผ่านชั้น SMAS พร้อมกับเนื้อเยื่อชั้นใต้ และตัดผิวหนังส่วนเกินที่หย่อนออก
โดยทั่วไปทำร่วมกับการดึงหน้าแบบเต็มรูปแบบ ใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมงโดยใช้ยานอนหลับหรือยาสลบ
5. ยกหน้าผาก / ยกคิ้ว (Brow Lift / Forehead lift)
เป็นส่วนหนึ่งของการผ่าตัดดึงหน้า เพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ แผลผ่าตัดจะอยู่หลังไรผม 1-2 เซนติเมตร เป็นการดึงระดับคิ้วขึ้น ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น คิ้วไม่ตก การผ่าตัดดึงคิ้วมี 3 แบบ ดังนี้
- ผ่าตัดดึงคิ้วด้วยกล้อง ข้อดีคือแผลเล็ก
- ผ่าตัดดึงคิ้วแผลเหนือหู ประมาณ 5-7 เซนติเมตร
- ดึงคิ้วแบบแผลกว้าง ในกรณีที่ต้องการ ดึงหน้าผากทั้งหมดให้สูงขึ้น ลดริ้วรอยที่เป็นมากที่หน้าผากอีกด้วย (ดูเพิ่มเติม)
6. เติมไขมันบนใบหน้า (Fat graft)
การเติมไขมัน ทั้งแบบไมโครกราฟต์และนาโนกราฟต์ คืนปริมาตรให้บริเวณที่ยุบตอบตามอายุ เหมาะกับผู้ที่ใบหน้าผอมโดยธรรมชาติหรือสูญเสียปริมาตรไปมาก และผู้ที่เคยดึงหน้าที่อื่นมาแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจ เพราะปัญหาจริงคือปริมาตรที่หายไป ไม่ใช่แค่ความหย่อน
บางคนต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้งจึงได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย แพทย์จะแนะนำแนวทางที่ดีที่สุด แต่การตัดสินใจสุดท้ายเป็นของคุณ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงโดยใช้ยานอนหลับหรือยาสลบ
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
- นอนหมอนสูง ยกศีรษะให้สูงเท่าที่จะทำได้
- หลังผ่าตัด 2 วันสระผม ล้างหน้าได้
- มีการเคลื่อนไหวบ้างอย่างช้าๆ เพื่อให้ระบบเลือดไหลเวียน
- สวมผ้ารัดหน้าตลอดเวลา 3 วันแรก จากนั้นสวมเฉพาะกลางคืนอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อช่วยลดบวม
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหม 1 เดือนหลังผ่าตัด
- หยุดการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า อย่างน้อย 2 อาทิตย์หลังผ่าตัด
- ไปตามแพทย์นัดทุกครั้ง มีข้อสงสัยอะไรถามแพทย์ที่ผ่าตัดได้ตลอดเวลา
- หลังผ่าตัด 7 วันตัดไหม และมีบางส่วนตัดไหม 10 วันหลังผ่าตัด
ระยะพักฟื้น
รอยช้ำ อาการบวม ผิวไวต่อการสัมผัส และอาการชาเป็นเรื่องปกติในช่วงวันแรก ๆ และจะรู้สึกไม่สบายตัวในช่วงนี้ ใบหน้าและลำคอจะดีขึ้นอย่างสังเกตได้ในสัปดาห์ต่อ ๆ มา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มนวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการระบายน้ำเหลืองและลดอาการบวม
ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ประมาณ 14 วันหลังผ่าตัด แต่มักยังมีอาการบวมเหลืออยู่ เริ่มออกกำลังกายได้ที่ 4 สัปดาห์ ผลลัพธ์สุดท้ายปรากฏในช่วง 6-12 เดือนเมื่อเนื้อเยื่อเข้าที่สมบูรณ์
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนจัดการได้ด้วยการดูแลที่เหมาะสม การใช้ยา หรือการแก้ไขด้วยการผ่าตัด ความเสี่ยงที่ควรทราบ ได้แก่
- ก้อนเลือดคั่งใต้ผิวหนังหลังผ่าตัด (hematoma)
- แผลเป็น: แผลเป็นจากการดึงหน้าเป็นแผลถาวร แต่โดยทั่วไปซ่อนอยู่ในแนวไรผม กรณีที่แผลเป็นแดงและนูนพบได้ไม่บ่อย และหากเกิดขึ้นสามารถฉีดสเตียรอยด์หรือใช้การรักษาอื่นเพื่อให้ดีขึ้นได้
- การบาดเจ็บของเส้นประสาทและความรู้สึกที่เปลี่ยนไป: โดยทั่วไปเป็นภาวะที่หายได้เอง และมักฟื้นตัวภายใน 6-12 เดือน
- การสูญเสียผิวหนัง: พบได้น้อย แต่เป็นไปได้ เพราะการดึงหน้าอาจรบกวนการไหลเวียนของเลือด ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การตายของผิวหนังบางส่วนและแผลหายช้า
- ความเสี่ยงทั่วไปของการผ่าตัดใหญ่ รวมถึงปฏิกิริยาต่อยาสลบ ปัจจัยด้านพฤติกรรมและโรคประจำตัวเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้ได้
รูปก่อนและหลังศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า ดึงคอ






รีวิวจากผู้เข้ารับบริการ





วิดีโอรีวิว การศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล
การทำศัลยกรรมดึงหน้าเหมาะกับใคร
เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น ใบหน้าของเราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่ชั้นผิวหนังชั้นไขมันลงไปจนถึงชั้นโครงสร้างของกระดูก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าแล้วแต่บุคคล
ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
บางคนเริ่มพบปัญหาผิวหย่อนคล้อยตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ หรือวัยทำงาน อาจเริ่มสังเกตเห็นหนังตาที่เริ่มบทบังชั้นตา มองดูแล้วชั้นตาเล็กลง เนื่องจากหนังตาลงมาปกคลุม ส่วนแก้มเริ่มเห็นมีร่องลึกมองเห็นได้ เริ่มมีการฝ่อของไขมัน หรืออาจจะเกิดแก้มย้อยน้ำหนักที่เพิ่มหรือลดในช่วงนี้ ส่วนใต้ตามีร่องลึกมองดูอิดโรยและเหนื่อยล้า คางมองเห็นมีเหนียง กรอบหน้าเริ่มไม่เรียว มีริ้วรอยเกิดขึ้นบางบริเวณ เช่น หางตาเริ่มมีจีบรอยตีนกา หน้าผากมีเส้นขวาง หว่างคิ้วมีเส้นของการขมวดคิ้วมาก
ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
พอเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนแปลงของใบหน้าเริ่มจะแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้น มีความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ตั้งแต่ช่วงหนังตาที่จะเริ่มมีหางตาตก มองดูใบหน้าเศร้า คิ้วตกทำให้ดูเหนื่อยล้า ช่วงแก้มมีร่องลึกมากขึ้น และถ่วงลงมามองดูมีอายุเกินจริง อาจจะมองเห็นกรอบหน้าที่หย่อนยานมุมปากเริ่มมีหนังเกิน และเริ่มมองเห็นเป็นร่องลึกที่เรียกว่าร่องน้ำหมากลึก ช่วงคอที่มีหนังเกินมองเห็นรอยเหี่ยวย่น และชั้นที่พับเป็นชั้นๆ
ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
เมื่อเข้าสู่วัย 50 ขึ้นไป การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มองเห็นได้ชัดเจนในทุกส่วนของใบหน้า ระดับของเส้นคิ้วจะตกลงมามากจนใกล้กับระดับชั้นตา บางคนหางคิ้วจะตกลงไปมากจนทำให้ดันหนังตา บดบังการมองเห็นโดยเฉพาะเวลามองข้าง บางคนจะเห็นหนังตาของตัวเอง ส่วนของขมับมีไขมันที่ฝ่อลงไปทำให้เกิดเป็นขมับบุ๋ม มองเห็นร่องขมับชัดเจน ดูสูงวัย และไม่สดใส ช่วงกลางของใบหน้าโหนกแก้มดูลดต่ำลง มีแก้มย่อยเกิดขึ้นดันลงมาทำให้เห็นร่องแก้มลึก ไขมันบริเวณกรามย้อยต่ำลงเลยกรอบของใบหน้ามองเห็นได้ชัดเจน ที่คอมีผิวหนังหย่อนคล้อยส่วนเกิน และมีเส้นริ้วรอยชัด
หากไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า มีวิธีการรักษาแบบอื่นหรือไม่
การแก้ไขปัญหาของใบหน้า ที่มีความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับระดับความเปลี่ยนแปลงตามอายุและสภาพผิวของแต่ละคน โดยศัลยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษา สำหรับผู้ที่มีความเปลี่ยนแปลงน้อย ปัญหาส่วนใหญ่เริ่มเกิดตอนอายุน้อยๆ ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยอาจจะใช้พวกสารเติมเต็มบนผิวหน้า ที่ช่วยเสริมเติมในตำแหน่งที่มีร่องลึก เช่น ไขมันของตัวเอง หรือฟิลเลอร์ ส่วนโบท็อกจะเป็นสารที่ช่วยลดริ้วรอย ด้วยการลดการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อมัดบริเวณนั้นๆ ของใบหน้า
ในประเทศไทยนิยมนำสารซิลิโคนเหลวมาฉีด โดยกลุ่มที่ไม่ใช่แพทย์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหน้ามีการซึมขึ้นมาบนผิวหนัง มองดูเป็นลักษณะแดงๆ ผิวบางใส หรือลึกลงไปใต้ผิวหนังคลำได้เป็นก้อนๆ หรือเป็นตายแข็งๆ และมีการเลื่อนไหลไม่อยู่ในตำแหน่งที่ฉีด ทำให้ใบหน้าผิดรูปไป และที่สำคัญที่สุด ตัวซิลิโคนเหลวนั้นยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย (Siliconoma) ส่วนการร้อยไหมในปัจจุบันก็พบว่า นิยมนำมาใช้ในกรณีที่มีความหย่อนยานไม่มาก อาจใช้เพื่อปรับรูปหน้าให้กลับมายกตึง ดูใบหน้ากระชับอีกครั้ง
แต่หากปัญหานั้นยังคงมองเห็นได้ชัดเจนหรือเมื่ออายุที่เพิ่มมากขึ้น การใช้เทคนิคที่ไม่ต้องผ่าตัด อาจจะไม่ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ดีเท่ากับการศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า ที่จะเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ทำให้ใบหน้ากลับมากระชับได้ยาวนาน และมีประสิทธิภาพมากกว่า
เคยฉีดหน้า ร้อยไหมมาก่อน จะทำศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าได้หรือไม่
สำหรับผู้ที่มีสารแปลกปลอมบนใบหน้ามาก่อน สามารถเข้ารับการศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าได้หรือไม่นั้น ศัลยแพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายบริเวณใบหน้าก่อน เมื่อพิจารณาเรื่องของการรักษาโดยวิธีการศัลยกรรมผ่าตัด ในผู้ที่เคยมีประวัติการรับสารเติมเต็มเข้ามาบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นฟิลเลอร์ คอลลาเจน ซิลิโคนเหลว หรือแม้กระทั่งผ่านการร้อยไหมมาก่อน ก็สามารถทำการผ่าตัดได้ แต่จะต้องได้รับการเลาะสารแปลกปลอมต่างๆ เหล่านั้นออกไปก่อนที่จะทำการดึงกระชับใบหน้าได้ในคราวเดียวกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การอักเสบบวมแดงนาน หรือทำให้แผลการผ่าตัดหายช้า เป็นต้น
ทำไมโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมลจึงเป็นที่นิยมในการทำศัลยกรรมดึงหน้า (Rhytidectomy)
ใบหน้าเป็นสิ่งแรกที่คนเรามองเห็นเมื่อพบกัน การมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์และสดใสเป็นสิ่งสำคัญ การศัลยกรรมดึงหน้า (Rhytidectomy) เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยม สำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า
โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล เป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมดึงหน้า ผ่าตัดดึงหน้า และลำคอ เพื่อแก้ไขความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ทีมศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง นายแพทย์กมล พันธ์ศรีทุม และทีมศัลยแพทย์จะวิเคราะห์ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงความยืดหยุ่นของผิวหน้าและลำคอ เพื่อพิจารณาว่าจะใช้เทคนิคไหนที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเต่งตึงและอ่อนเยาว์ของใบหน้า และสัมพันธ์กับความคาดหวังของแต่ละบุคคล
โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล ภาคภูมิใจในการให้บริการที่อบอุ่น ปลอดภัย ด้วยอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก JCI (Joint Commission International) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการดูแลมาตรฐานโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งปากและใบหน้า รวมถึงทันตแพทย์จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความปลอดภัย ความสวยงามสมบูรณ์แบบ และรักษาความเป็นส่วนตัวสำหรับคนไข้ทุกคน
โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล จึงเป็นจุดหมายปลายทางลำดับต้นสำหรับการศัลยกรรมดึงหน้า เพราะมีผลการรักษาที่ดีอย่างต่อเนื่องและลูกค้าพึงพอใจ หากคุณต้องการฟื้นฟูใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ หรือเสริมสร้างรูปลักษณ์ให้กับใบหน้าของคุณ เรายินดีให้บริการเพื่อให้คุณสวยงาม ปลอดภัยและบรรลุเป้าหมาย
คำถามที่พบบ่อย
ผลลัพธ์จากการดึงหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน
การดึงหน้าที่ทำอย่างถูกเทคนิคช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนลงหลายปี และผลมักอยู่ได้ประมาณ 10 ปี หลังจากนั้นใบหน้ายังเปลี่ยนไปตามวัยจากจุดเริ่มต้นใหม่ จึงยังดูอ่อนกว่าการไม่ได้ผ่าตัด เทคนิคที่ดึงชั้นกล้ามเนื้อ SMAS มักอยู่ได้นานกว่าการดึงเฉพาะผิวหนัง การดูแลสุขภาพ ป้องกันแสงแดด และรักษาน้ำหนักให้คงที่ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
ดึงหน้าแล้วจะดูตึงหรือไม่เป็นธรรมชาติไหม
ความเป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับการดึงให้ถูกชั้น การดึงหน้าแบบ SMAS จะยกชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อด้านลึกเป็นหลัก แล้วจัดผิวหนังให้เข้าที่โดยไม่ดึงผิวจนตึง จึงไม่เกิดลักษณะหน้าตึงเหมือนโดนลมพัดแบบการดึงผิวอย่างเดียวในอดีต แพทย์จะวางแผนทิศทางและระดับการยกให้เข้ากับโครงหน้าและผลลัพธ์ที่ต้องการ
แผลอยู่ตรงไหน จะเห็นชัดไหม
แผลมักเริ่มจากแนวไรผมบริเวณขมับ ลงมาตามร่องธรรมชาติหน้าหู แล้วอ้อมไปหลังหูเข้าแนวผม เมื่อแผลหายจะถูกซ่อนด้วยรูปทรงของใบหูและเส้นผม ส่วนใหญ่มัดผมได้ตามปกติหลังผ่านไปไม่กี่เดือน ถ้าดึงคอร่วมด้วยอาจมีแผลเล็กใต้คางเพิ่ม ส่วนผู้ชาย แพทย์จะวางแผลโดยคำนึงถึงแนวหนวดเครา
ต้องดึงคอร่วมด้วยไหม
ส่วนใหญ่ควรทำ เพราะแก้มย้อยกับผิวคอหย่อนมักเกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าดึงหน้าอย่างเดียว คออาจดูมีอายุมากกว่าใบหน้า ถ้าปัญหาหลักคือเหนียงใต้คาง อาจทำแค่เย็บกระชับใต้คางหรือดูดไขมันใต้คางก็พอ แต่ถ้ามีหนังคอหย่อนและเห็นเป็นแนวกล้ามเนื้อคอชัด มักต้องดึงคอร่วมกับดึงหน้า แพทย์จะประเมินและแนะนำให้
การดึงหน้าแก้หนังตาตกได้ไหม
ไม่ได้ ปัญหาหนังตาต้องรักษาแยกด้วยการทำตา (blepharoplasty) และตำแหน่งคิ้วต้องใช้การยกคิ้ว ทั้งสองอย่างมักทำร่วมกับการดึงหน้าในการผ่าตัดครั้งเดียว เพราะดวงตาและคิ้วมีผลต่อความสดชื่นของใบหน้าไม่น้อยกว่าใบหน้าส่วนล่าง
หลังผ่าตัดกี่วันถึงออกไปพบปะผู้คนได้
รอยช้ำและอาการบวมจะชัดที่สุดในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ส่วนใหญ่กลับไปทำงานและพบปะผู้คนได้หลังประมาณ 2 สัปดาห์ โดยใช้เครื่องสำอางปกปิดรอยช้ำที่เหลือ อาการบวมเล็กน้อยจะค่อย ๆ ยุบต่อในช่วงหลายเดือน และเห็นผลชัดเจนที่ 6–12 เดือน
โรคประจำตัวแบบไหนที่เพิ่มความเสี่ยง
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนัง (Hematoma) หลังดึงหน้า จึงต้องควบคุมให้ดีก่อนผ่าตัด ส่วนการสูบบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวที่ยกขึ้นได้น้อยลง และเพิ่มความเสี่ยงแผลหายช้าหรือผิวหนังตายอย่างมาก จึงต้องงดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด ควรแจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้ทั้งหมดกับแพทย์ในวันปรึกษา
อยู่ต่างจังหวัด ต้องพักในกรุงเทพฯ นานเท่าไร
ควรพักในกรุงเทพฯ ประมาณ 10–14 วัน เพื่อตัดไหม (ส่วนใหญ่ 7–10 วันหลังผ่าตัด) และให้แพทย์ตรวจว่าอาการบวมช่วงแรกดีขึ้นก่อนเดินทางกลับ ประเทศไทยเป็นจุดหมายด้านศัลยกรรมฟื้นฟูใบหน้าชั้นนำของเอเชีย และกมลทริปช่วยจัดที่พักใกล้โรงพยาบาลให้ได้ หลายคนใช้ช่วงเดียวกันทำผ่าตัดเปลือกตาหรือยกคิ้วไปพร้อมกัน