อยากทำจมูกให้ใบหน้าดูมีมิติ ควรเลือกเสริมจมูกแบบไหนดี
การเสริมจมูก เป็นการศัลยกรรมยอดนิยมของทั้งหญิงและชาย เพราะจมูก คือจุดศูนย์กลางของใบหน้า ถ้ามีจมูกที่โด่งได้รูป ใบหน้าก็จะดูมีมิติ ทำให้องค์ประกอบอื่นๆ ของใบหน้า เด่นชัด และดูดีขึ้น แต่คนเอเชียมักจะมีปัญหาสันจมูกแบน ปีกจมูกกว้าง การศัลยกรรมจมูกให้ได้รูปทรงสวยงาม เป็นธรรมชาติ จึงเป็นที่นิยมมาก ทั้งการทำจมูกให้โด่งขึ้น และการตัดปีกจมูกเพื่อให้ปีกจมูกที่ใหญ่ดูแคบลง ผลจากการศัลยกรรมจมูก บางท่านอาจทำให้หายใจสะดวกขึ้น ลดอาการนอนกรนได้อีกด้วย
- หากมีใบหน้าที่ดูเป็นเหลี่ยม ก็ควรจะมีจมูกที่ดูอ่อนหวาน ปลายจมูกดูมน สันจมูกมีส่วนโค้งทำให้ใบหน้าไม่แข็งจนเกินไป
- หากมีใบหน้าค่อนข้างกลม เนื้อมาก ควรจะมีจมูกที่ดูโด่งชัดเจนสันค่อนข้างตรง ปลายดูพุ่งทำให้ใบหน้าดูแคบลงและมีมิติมากขึ้น
- จมูกผู้ชายมักมีเนื้อปลายจมูกหนา และกว้างควรทำจมูกให้ปลายดูโด่งชัดเจน สันจมูกค่อนข้างตรง หากมีสันกลางเล็กๆ (Hump) จะทำให้ใบหน้าดูเรียว และดูแข็งแรงมีพลัง
- จมูกผู้หญิงที่เริ่มมีอายุ ควรมีสันจมูกไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะระหว่างดวงตา เนื่องจากไขมันใต้ผิวหนังและเนื้อกระดูกบางลง
การศัลยกรรมเสริมจมูกให้เหมาะสมกับใบหน้า
การเสริมจมูก (Augmentation Rhinoplasty) คือการเพิ่มความโด่งและมิติให้จมูกด้วยซิลิโคนหรือกระดูกอ่อน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ “เสริม” มากกว่า “ลด” โดยเฉพาะผู้ที่มีสันจมูกแบนหรือต่ำ ปลายจมูกไม่ได้รูป หรือปีกจมูกที่ต้องการความสมดุลมากขึ้น เทคนิคนี้เป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนเอเชียซึ่งมักมีโครงจมูกแบนและกว้างกว่า สันจมูกต่ำกว่า แต่ก็มีผู้เข้ารับบริการจากทุกเชื้อชาติที่เลือกทำเพื่อปรับสัดส่วนจมูกให้เข้ากับใบหน้ามากขึ้น
จมูกที่ได้สัดส่วนดีมีผลอย่างมากต่อความกลมกลืนของใบหน้า ความมั่นใจ และการเห็นคุณค่าในตนเอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกวัสดุและฝีมือศัลยแพทย์จึงสำคัญมาก วัสดุเสริมต้องเหมาะกับโครงสร้างเฉพาะบุคคล และต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการปรับแต่งให้เข้ากับใบหน้า เพศ และลักษณะเฉพาะของแต่ละคน เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ “จมูกที่ดูฝืน”
หากเป้าหมายของคุณคือการลดโหนก ลดความยาวปลายจมูก ปรับสันจมูกให้ตรง หรือแก้ปัญหาการหายใจ กรุณาดูที่หน้า เสริมจมูก/ทำจมูก หลัก ส่วนหน้านี้เจาะจงเรื่องการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนหรือกระดูกอ่อนโดยเฉพาะ
ผู้ที่เหมาะกับการศัลยกรรมเสริมจมูก
- มีสันจมูกแบนหรือต่ำ ปลายจมูกตก หรือมีรูปทรงจมูกที่ต้องการเพิ่มความสูงและความชัดเจน
- มีสุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงและเหมาะสมต่อการเข้ารับการผ่าตัด
- มีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดที่สมเหตุสมผล
- เข้าใจประโยชน์ ข้อจำกัด และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด
- มีอายุที่เหมาะสมและจมูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 14 ปีสำหรับผู้หญิง และ 16 ปีสำหรับผู้ชาย
- มีความพร้อมทางด้านอารมณ์และมีทัศนคติที่เหมาะสมต่อการผ่าตัด
จมูกคนเอเชียจะมีสันจมูกแบน ปีกจมูกแบนและกว้าง ศัลยแพทย์จะออกแบบเพื่อปรับแก้ไขรูปทรง เพื่อเพิ่มความสูงของสันจมูก ความสูงและความยาวของปลายจมูก โดยคำนึงถึงความกว้างของมุมระหว่างแนวเส้นริมฝีปากบน และแนวเส้นปลายจมูกถึงฐานแกนจมูก (Nasolabial angle) ให้ได้องศาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้จมูกที่เป็นธรรมชาติ
โดยทั่วไปจมูกของผู้หญิงปลายจะอยู่ประมาณ 95-110 องศา และผู้ชายจะอยู่ที่ 90-105 องศา ส่วนมุมระหว่างจมูกและหน้าผาก (Nasofrontal angle) ในผู้หญิงประมาณ 120-140 องศา ส่วนในผู้ชายประมาณ 140-150 องศา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของผิวหนัง และโครงสร้างของจมูกในแต่ละบุคคล
ซิลิโคนเสริมจมูกมีเเบบไหนบ้าง?
1.ซิลิโคนอ่อน (Silicone implant)
เป็นวัสดุที่มีความนุ่มและยืดหยุ่น สามารถขึ้นรูปให้เหมาะกับแนวสันจมูกได้ มีการใช้อย่างแพร่หลายในการเสริมสันจมูก และสามารถเลือกขนาดหรือรูปทรงให้เหมาะกับโครงสร้างของแต่ละบุคคล
ข้อดี:
- เป็นวัสดุที่สามารถนำมาเหลาปรับแต่งรูปทรงได้ง่าย และมีปฏิกิริยาต่อร่างกายต่ำ
- แกนซิลิโคนสามารถอยู่ในร่างกายได้นาน ในบางรายอาจคงอยู่ได้ตลอดชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแกนใหม่
- แท่งซิลิโคนที่ใช้ในการผ่าตัด (Implant Grade) ต้องมีความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูง วัสดุมีความแตกต่างกันไปขึ้นกับแหล่งผลิต และเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การอาหารและยา เป็นต้น
- ซิลิโคนที่ใช้ในการทำจมูก มีทั้งแบบสำเร็จรูปที่ได้ขึ้นรูปมาแล้ว และแบบที่แพทย์เหลาเอง
ข้อเสีย:
- ต้องมาเหลาปรับแต่งรูปทรงเอง ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชำนาญของแพทย์
- แกนซิลิโคนมีโอกาสเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง
- เกิดการยุบตัวของเนื้อเยื่อและเนื้อเยื่อพังผืดรัดแกน
2.ePTFE (expanded POLYTETRAFLUOROETHYLENE )
เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และแข็งแรง นิยมใช้ในการเสริมสันจมูก โดยวัสดุมีโครงสร้างที่ช่วยให้เนื้อเยื่อโดยรอบสามารถยึดเกาะได้
3. กระดูกซี่โครงอ่อน (Rib Cartilage)
การเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงอ่อน สามารถทำให้โด่งได้มากกว่าวัสดุอื่น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำจมูกให้โด่งมาก แต่มีเนื้อจมูกจำกัด หรือกรณีต้องการปรับแก้จมูก เป็นการศัลยกรรมจมูกที่ต้องผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบ และจะใช้เทคนิคการทำจมูกแบบเปิดเท่านั้น
เทคนิคการศัลยกรรมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงอ่อน เป็นการใช้เนื้อเยื่อของตัวผู้ป่วยเอง โดยการผ่าตัดเอากระดูกซี่โครงจากบริเวณใต้ราวนม ผ่านแผลประมาณ 3 ซม. สามารถนำมาตกแต่งขึ้นรูป แล้วใช้เทคนิคการเสริมจมูกเปิด (Opened Technique) แพทย์อาจใช้วัสดุอื่นในส่วนประกอบ เช่น เนื้อเยื่อพังผืด (Fascia), ePTFE, Silicone implant ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนในแต่ละราย
ข้อดี:
- เป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง สามารถเสริมได้ความโด่งมากกว่าวัสดุภายนอก
ข้อเสีย:
- ต้องผ่าตัดแบบแผลเปิด
- ต้องวางยาสลบ เพื่อผ่าตัดเอากระดูกอ่อนออกมา
4. Customized Implant (CT-SCAN)
การเสริมจมูก โดยใช้เทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-SCAN), คอมพิวเตอร์สามมิติ (3D-CT SCAN), และเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D-Printing) นำมาใช้ร่วมกันเพื่อสร้างแกนซิลิโคนให้ตรงกับเฉพาะบุคคล (Rapid prototype implant) เป็นวัสดุที่หล่อขึ้นตาม Model เฉพาะของคนไข้ตามขนาดความสูง ความกว้างที่ต้องการ โดยจะใช้เวลาเตรียมวัสดุประมาณ 1 สัปดาห์
ข้อดี ได้แกนซิลิโคนที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเฉพาะบุคคล
ข้อเสีย มีขั้นตอนมากกว่า, ค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบซิลิโคน
5. Acellular dermal matrix (ADM)
เป็นเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นใน (Dermis) ที่ได้มาจากผิวหนังบริจาคที่นำมาสกัดเอาเซลล์ และผิวหนังชั้นนอกออกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
ข้อดี: ทำให้ได้เนื้อเยื่อที่มีปฏิกิริยาต่อร่างกายต่ำมาก สามารถนำมาเสริมบริเวณสันจมูกให้ดูเป็นธรรมชาติ หรือใช้ร่วมกับแกนชนิดต่าง ๆ
ข้อเสีย: มีโอกาสสลายตัวบางส่วน และ ราคาสูงมาก
6. เนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่มาจากร่างกาย
เนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่มาจากร่างกายของผู้เสริมจมูกเอง มักใช้ในกรณีที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านกับสารภายนอกร่างกาย หรือในผู้ที่มีประวัติแพ้วัสดุเทียม ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ จะใช้เนื้อเยื่อเสริมโดยตรง หรือร่วมกับการเสริมด้วยวัสดุอื่นๆ ก็ได้ ข้อจำกัดคือการสลายตัวของเนื้อเยื่อ ที่ย้ายเข้ามาในตำแหน่งใหม่ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อเยื่อที่นำมาเสริม และทำให้มีแผลเป็นบริเวณที่เก็บเนื้อเยื่อมา ได้แก่
กระดูกอ่อนหลังหู (Ear Cartilage): มีความยืดหยุ่นคล้ายกับกระดูกอ่อนจมูก สามารถปรับแต่งรูปทรงได้ง่าย มักใช้แก้ไขความไม่สมมาตรของปีกจมูก การเสริมปลายจมูก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
แผ่นผิวหนังจากสะโพกหรือร่องก้น (Dermofat graft): ให้ความรู้สึกนุ่มและดูเป็นธรรมชาติ ปรับเข้ากับโครงสร้างจมูกได้ดี มักใช้แก้ไขผิวจมูกที่ดูไม่สม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มความเรียบเนียนให้กับผิวจมูก และการเพิ่มความนูนบริเวณสันจมูก
สำหรับระยะเวลาในการผ่าตัดเสริมจมูก จะเริ่มตั้งแต่ 45 นาที – 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่เลือกใช้ในการศัลยกรรมจมูก
เทคนิคการเสริมจมูกมีกี่เเบบ ควรเลือกทำเเบบไหนดี?
1. การเสริมจมูกแบบแผลในรูจมูก (Closed Rhinoplasty)
คือการเปิดแผลภายในรูจมูกด้านบน เพื่อใส่วัสดุหรือเนื้อเยื่อเข้าไปที่ใต้รูจมูกเพื่อซ่อนแผลเป็น อาจจะเปิดรูจมูกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ เหมาะสำหรับการผ่าตัดเสริมจมูกที่ไม่ซับซ้อน
ข้อดี: การศัลยกรรมจมูกแบบแผลในรูจมูก คือ มองไม่เห็นแผลเป็น
ข้อเสีย: การศัลยกรรมจมูกแบบแผลในรูจมูก
- ไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในจมูกได้
- ไม่สามารถปรับแต่งแก้ไขโครงสร้างจมูกได้
2. การเสริมจมูกแบบเปิดแผลด้านนอก (Open Rhinoplasty)
การเสริมจมูกแบบเปิด เป็นการเปิดแผลในรูจมูกสองข้าง ร่วมกับเปิดแผลผ่านผิวหนังระหว่างรูจมูก เพื่อเปิดให้เห็นโครงสร้างจมูกด้านใน แพทย์สามารถมองเห็นด้านในเพื่อทำการผ่าตัดในกรณีที่ซับซ้อน หรือเพื่อปรับแก้ไขโครงสร้างจมูก มักจะใช้ในกรณีเสริมหรือแก้ไขด้วยแกน ePTFE หรือกระดูกซี่โครง การเปิดแผลแบบ Open Technique ส่วนใหญ่ต้องวางยาสลบ
ข้อดี: การศัลยกรรมจมูกแบบเปิดแผลด้านนอก มองเห็นโครงสร้างจมูกด้านในได้ชัดเจน สามารถปรับโครงสร้างกระดูกจมูกได้ดี
มองเห็นโครงสร้างจมูกด้านในได้ชัดเจน สามารถปรับโครงสร้างกระดูกจมูกได้ดี
ข้อเสีย: การศัลยกรรมจมูกแบบแผลเปิดแผลด้านนอก อาจจะมองเห็นแผลเป็นได้
ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด: จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 3 ชั่วโมง
การเย็บอินเตอร์โดม (Interdomal Suture) คืออะไร?
การเย็บอินเตอร์โดม (Interdomal Suture) เป็นเทคนิคการศัลยกรรมจมูก ที่ช่วยปรับแต่งรูปทรงปลายจมูกให้สวยงามขึ้น โดยการเย็บกระดูกอ่อนส่วนปลายจมูกเข้าหากัน ช่วยให้ปลายจมูกดูเรียวขึ้น แคบลง และมีมิติมากขึ้น เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปลายจมูกกว้าง แบน หรือขาดความโดดเด่น รวมถึงผู้ที่ต้องการปรับปลายจมูกให้ดูเรียวขึ้น โดยไม่ต้องใช้วัสดุเสริม การเย็บอินเตอร์โดมช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อออก อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
ขั้นตอนแรกคือการเข้ารับคำปรึกษากับศัลยแพทย์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด เป้าหมายที่ต้องการ ประวัติสุขภาพ และประเมินโครงสร้างจมูก รวมถึงอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม ควรแจ้งศัลยแพทย์เกี่ยวกับยา โรคประจำตัว อาการแพ้ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดที่ใช้อยู่ ก่อนการผ่าตัดอาจมีคำแนะนำดังต่อไปนี้
- หยุดใช้ยาแอสไพรินและไอบูโพรเฟนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังการผ่าตัด หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก
- หลีกเลี่ยงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือการฟื้นตัว
- งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังการผ่าตัด หรือตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการหายของแผล
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหาร การออกกำลังกาย หรือการดูแลผิวจากศัลยแพทย์
ขั้นตอนการผ่าตัด
การระงับความรู้สึกในระหว่างผ่าตัด ส่วนใหญ่สามารถผ่าตัดด้วยยาชา ส่วนการใช้ยาสลบสำหรับกรณีผ่าตัดแบบแผลเปิด (Opened Technique) หรือการผ่าตัดที่ซับซ้อน
ระยะเวลาในการผ่าตัดเสริมจมูก โดยทั่วไปสำหรับการผ่าตัดแบบปกติโดยใช้ยาชา (Closed Technique) ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนการผ่าตัดแบบแผลเปิด หรือใช้ซี่โครง ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
- การติดเชื้อที่แผล (infection) หรือการทำความสะอาดที่ไม่ได้พอ ทำให้เกิดคราบเลือดบริเวณแผลผ่าตัด เพราะฉะนั้นต้องทำแผลให้สะอาด ไม่ให้มีคราบเลือดติดอยู่ตรงบริเวณแผลผ่าตัด โดยทั่วไปการผ่าตัดเสริมจมูกตามมาตรฐานการแพทย์ จะมีโอกาสการติดเชื้อค่อนข้างต่ำน้อยกว่า 1% ขึ้นอยู่กับการดูแลแผลผ่าตัดของแต่ละบุคคลในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก รวมทั้งปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกาย ภูมิต้านของแต่ละบุคคล
- เลือดคั่ง (Hematoma) ทำให้เกิดการบวมมาก หากภายใน 7 วันยังบวมใหญ่อยู่ให้กลับมาพบแพทย์เพื่อเจาะเอาเลือดเสียออก
- จมูกเอียง หรือเบี้ยว
- มีโอกาสเกิดแผลเป็น
- ผลข้างเคียงจากการดมยาสลบ ในกรณีผ่าตัดแบบวางยาสลบ ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อาเจียน ในช่วง 1-2 วันหลังผ่าตัด การพักผ่อนที่เพียงพอจะทำให้อาการหายเร็วขึ้น
- อาการปวดหลังการผ่าตัด (Pain) โดยปกติจะมีอาการปวดแผลไม่มาก สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ในช่วงสัปดาห์แรก กรณีที่ผ่าตัดแบบเปิดและใช้ซี่โครง แพทย์จะให้ยาแก้ปวดแบบฉีดในช่วงวันแรกหลังผ่าตัด หลังจากนั้นสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ตามปกติ
- อาการบวม (Edema) ในระยะ 2 สัปดาห์แรก จะสังเกตเห็นการบวมค่อนข้างจัดเจน หลังจากนั้นการบวมจะค่อยๆ ลดลง รูปทรงจมูกจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นในระยะเวลา 6–12 เดือน
- เนื้อตาย (Skin necrosis) มีโอกาสเกิดน้อย ส่วนใหญ่เกิดในกรณีผ่าตัดแก้ไข เนื่องจากมีพังผืดมากและมีความผิดปกติของเส้นเลือดใต้ผิวหนัง
- แผลแยกและมีเลือดออกผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้ในบางรายที่มีการแข็งตัวของเกล็ดเลือดผิดปกติหรือเลือดออกง่าย ส่วนใหญ่สามารถเย็บแผลแก้ไขได้ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
การดูแลหลังการผ่าตัด
- การผ่าตัดทำจมูก เป็นการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อน สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติหลังผ่าตัด 7 วัน อาการปวดอาจจะมีบ้าง รับประทานยาแก้ปวด หรือประคบเย็น
- นอนศีรษะสูงช่วง 2 วันแรก เงยหน้าตรง ใช้หมอนล็อกคอ เพื่อลดการบวม
- งดอาหารเค็ม 1-2 อาทิตย์ เพื่อลดบวม
- ไม่ควรนอนตะแคง 2 สัปดาห์ ป้องกันการเคลื่อนตัวเอียงของแกนจมูก
- งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารรสเค็มจัด, เผ็ดจัด และของหมักดอง ประมาณ 2 สัปดาห์
- หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง ล้างหน้าเบา ๆ ด้วยสบู่อ่อน
- ทำความสะอาดแผลผ่าตัดบริเวณ ปลายจมูกด้านที่มีแผลด้วย ไม้พันสำลีจุ่มน้ำต้มสุกให้สะอาดขจัดคราบเลือดแห้งๆ ออก
- หลังผ่าตัด 3 วัน ดึงพลาสเตอร์ที่ปิดด้านนอกออก
- เทคนิคการศัลยกรรมจมูกแบบแผลปิด ไม่ต้องตัดไหม เพราะเป็นไหมละลาย แต่ถ้าเป็นการตัดปีกจมูกหรือแผลเปิด ต้องตัดไหมหลังการผ่าตัด 5-7 วัน
- นัดตรวจแผล 1 เดือน หลังการผ่าตัด โดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเข้าที่ใช้ประมาณ 1 เดือน
ระยะพักฟื้น
- สัปดาห์ที่ 1: อาจมีอาการบวม รอยช้ำ ปวด หรือตึงบริเวณจมูก โดยอาจมีอุปกรณ์ดามหรือเฝือกจมูกเพื่อช่วยปกป้องและพยุงโครงสร้างในช่วงแรก
- สัปดาห์ที่ 1–2: โดยทั่วไปอุปกรณ์ดามจมูกและไหมที่ไม่ละลายจะถูกนำออกตามการประเมินของศัลยแพทย์ อาการบวมและรอยช้ำจะเริ่มลดลง
- เดือนแรก: อาการบวมส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ลดลง และเริ่มเห็นแนวโน้มของรูปทรงจมูกหลังการผ่าตัดได้ชัดเจนมากขึ้น
- 2–6 เดือน: รูปทรงของจมูกจะค่อย ๆ เข้าที่มากขึ้นเมื่ออาการบวมที่เหลือลดลง ทั้งนี้ระยะเวลาที่ผลลัพธ์เข้าที่อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
โดยทั่วไปควรวางแผนพักงานประมาณ 1–2 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก กีฬา หรือการยกของหนักประมาณ 4–6 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของศัลยแพทย์
รูปก่อนและหลังการศัลยกรรมจมูก





วีดีโอรีวิว การศัลยกรรมจมูกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล
ทำไมจึงเลือกโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมลสำหรับการผ่าตัดเสริมจมูก
- ได้รูปทรงจมูกสวยงาม เป็นธรรมชาติ ช่วยเสริมบุคลิกและความมั่นใจให้ผู้ที่ทำศัลยกรรมจมูก
- จมูกมีขนาดและรูปทรง รับกับใบหน้าและบุคลิกของแต่ละคน เช่นคนที่มีใบหน้าใหญ่และกว้าง จมูกก็จะค่อนข้างกว้างไม่แหลม ไม่ดูประหลาด บางคนจมูกหักมากก็สามารถปรับให้โด่ง และรับกับความโค้งของหน้าผากได้ดี บางท่านเป็นนักแสดงก็อาจจะมีรูปทรงที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
- แพทย์มีประสบการณ์ความชำนาญในการศัลยกรรมจมูก ปรับแต่งแก้ไขจมูก ได้หลากหลายเชื้อชาติ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก
- ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล ทำศัลยกรรมจมูกด้วยแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งที่มีประสบการณ์เท่านั้น
- ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อยหลังจากทำศัลยกรรมจมูก
- มีความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อนหลังทำศัลยกรรมจมูกต่ำมาก
- วัสดุที่ใช้สำหรับเสริมจมูก ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล
- วัสดุที่ใช้ทำจมูก แพทย์จะเป็นผู้ออกแบบ และปรับแต่งให้เหมาะกับใบหน้าของแต่ละบุคคลเท่านั้น ไม่ใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปในการทำจมูก เพราะเราเชื่อมั่นว่าทุกคนมีโครงสร้างเฉพาะไม่เหมือนกัน ไม่สมควรถูกยัดเยียดให้ใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปแบบเดียวกัน
- มีเครื่องมือแพทย์ที่เพียบพร้อม ทันสมัย พร้อมรับการทำศัลยกรรมจมูกที่หลากหลายรูปแบบ
- เนื่องจากเป็นสถานพยาบาล ประเภทโรงพยาบาล จึงมีห้องผ่าตัดที่สามารถดมยาสลบได้ สามารถทำการผ่าตัดปรับโครงสร้างกระดูกจมูก ที่ใหญ่มาก สูงมาก กว้างมาก หรือมีสันจมูก (ฮัมพ์) ที่สูง ให้ได้ขนาดที่เล็กลง ซึ่งจะต้องทำการผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบเท่านั้น
- มีวิสัญญีแพทย์ตลอดระยะเวลาการทำการผ่าตัดทำจมูก เคสต่อเคส ไม่ใช้พยาบาลดมยาสลบตามมาตรฐานสากล
- เป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมที่ได้มาตรฐานโลก รับรองโดย JCI สหรัฐอเมริกา
- หลังการผ่าตัดมีห้องพักฟื้น มีพยาบาลวิสัญญีดูแลจนปลอดภัยถึงจะกลับห้องพัก หรือกลับบ้านได้
- สถานที่สะอาด ปลอดภัย กว้างขวาง สามารถรักษา social distancing ได้ดี มีมาตรฐานในการป้องกันการติดเชื้อและการระบาดของโรคทางเดินหายใจ เช่น COVID 19 ได้เป็นอย่างดี มีคัดกรองผู้ป่วย และมีห้องแยกผู้ป่วยแบบ Negative pressure จึงมั่นใจได้ว่า ทางโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล สะอาด และปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
การเสริมจมูกแบบนี้แตกต่างจากศัลยกรรมจมูกทั่วไปอย่างไร?
การทำจมูก (Rhinoplasty) แบบทั่วไปมักเป็นการลดหรือปรับรูปทรง เช่น ลดโหนก ลดความยาวปลายจมูก หรือปรับสันจมูกให้ตรง ส่วนการเสริมจมูก (Augmentation Rhinoplasty) คือการเสริมให้จมูกโด่งขึ้นหรือมีมิติมากขึ้นด้วยวัสดุเสริมหรือกระดูกอ่อน ผู้เข้ารับบริการหลายท่านเลือกทำทั้งสองอย่างร่วมกัน
วัสดุเสริมจมูกแบบไหนดีที่สุด?
ไม่มีวัสดุชนิดใดที่เหมาะที่สุดสำหรับทุกคน เนื่องจากการเลือกวัสดุขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูก เป้าหมาย และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคล
ซิลิโคนและ ePTFE มักใช้ในการเสริมบริเวณสันจมูก ขณะที่กระดูกอ่อนของผู้เข้ารับการผ่าตัดเองอาจเหมาะกับการปรับหรือเสริมโครงสร้างบริเวณปลายจมูกในบางกรณี ศัลยแพทย์จะประเมินและแนะนำวัสดุที่เหมาะสมระหว่างการปรึกษา
วัสดุเสริมจะดูฝืนหรือรู้สึกได้ชัดหรือไม่
หากเลือกชนิด ขนาด รูปทรง และตำแหน่งของวัสดุเสริมให้เหมาะกับโครงสร้างจมูกและสัดส่วนของใบหน้า รูปลักษณ์โดยรวมสามารถดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนกับใบหน้าได้ ส่วนความรู้สึกเมื่อสัมผัสอาจแตกต่างกันตามชนิดของวัสดุ ตำแหน่งที่วาง และความหนาของเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคล
การวางแผนจึงควรเน้นการเลือกวัสดุและระดับการเสริมให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และหลีกเลี่ยงการเสริมมากเกินไป
สามารถเสริมจมูกร่วมกับการปรับปีกจมูกได้หรือไม่?
สามารถทำร่วมกันได้ในบางกรณี การเสริมจมูกอาจทำร่วมกับการผ่าตัดปรับปีกจมูก (Alarplasty) เพื่อปรับความกว้างของฐานจมูกหรือรูจมูกให้สัมพันธ์กับรูปทรงของจมูกโดยรวมมากขึ้น
ศัลยแพทย์จะประเมินว่าสามารถทำหัตถการทั้งสองร่วมกันได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ และวางแผนการรักษาตามโครงสร้างของแต่ละบุคคล
เคยเสริมจมูกมาแล้ว ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะแก้ได้
โดยทั่วไปแนะนำให้รออย่างน้อย 6–12 เดือนหลังผ่าตัดครั้งก่อน เพื่อให้เนื้อเยื่อหายสนิทและพังผืดนิ่ง ยกเว้นกรณีเร่งด่วน เช่น ซิลิโคนทะลุ ติดเชื้อ หรือผิวบางจนเห็นซิลิโคน ซึ่งควรพบแพทย์ทันที ถ้าต้องการแก้เฉพาะวัสดุเสริม ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่การเสริมจมูก / เสริมโครงสร้างจมูก
แก้จมูกพร้อมแก้ปัญหาการหายใจได้ไหม
ได้ หากมีผนังกั้นจมูกคด หายใจไม่สะดวกข้างเดียว หรือคัดจมูกเรื้อรัง แพทย์สามารถผ่าตัดแก้ผนังกั้นจมูก (Septoplasty) ไปพร้อมกับการปรับรูปทรงในครั้งเดียว กระดูกอ่อนที่ได้จากการแก้ผนังกั้นจมูกยังนำมาใช้เสริมโครงสร้างได้ด้วย ควรแจ้งอาการด้านการหายใจตั้งแต่วันปรึกษา
ผลลัพธ์อยู่ถาวรหรือไม่ วัสดุเสริมต้องเปลี่ยนไหมในอนาคต
การปรับกระดูกและกระดูกอ่อนให้ผลถาวร แต่รูปทรงจะเข้าที่สมบูรณ์หลังอาการบวมยุบหมด ซึ่งใช้เวลา 6–12 เดือน โดยเฉพาะปลายจมูก กรณีที่ใช้กระดูกอ่อนซี่โครง มีโอกาสเล็กน้อยที่กระดูกอ่อนจะโค้งงอ (warping) ในช่วงปีแรก แพทย์จะนัดติดตามผลเป็นระยะ หากต้องการให้ใบหน้าด้านข้างสมดุลยิ่งขึ้น อาจพิจารณาเสริมคางร่วมด้วย
สำหรับเรื่องวัสดุเสริม หลายคนใช้ได้ยาวนานโดยไม่มีปัญหา แต่หากเกิดการเคลื่อน การอักเสบ หรือรูปทรงเปลี่ยนไป จะพิจารณาแก้ไขหรือเปลี่ยนวัสดุตามอาการ การมาตรวจติดตามเป็นระยะช่วยให้พบปัญหาได้เร็ว
พักฟื้นนานไหม กลับไปทำงานได้เมื่อไร
ควรเผื่อเวลาหยุดงาน 1-2 สัปดาห์ ถอดเฝือกและตัดไหมประมาณ 5-7 วัน อาการบวมยุบเป็นส่วนใหญ่ในเดือนแรก และเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ 2-6 เดือน ส่วนกิจกรรมหนักและกีฬาให้งด 4-6 สัปดาห์
อยู่ต่างจังหวัด วางแผนเดินทางอย่างไร
ส่งรูปหน้าตรงและด้านข้างพร้อมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อปรึกษาล่วงหน้าทางออนไลน์ได้ แล้วนัดตรวจร่างกายเมื่อเดินทางเข้ามา ควรเผื่อเวลาอยู่กรุงเทพฯ ให้ครอบคลุมการถอดเฝือกดามและตัดไหมประมาณวันที่ 5-7 และนัดติดตามผลช่วงแรก ทีมงานช่วยจัดตารางให้สอดคล้องกับวันเดินทางของคุณได้ ดูข้อมูลการเตรียมตัวเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ กมลทริป