โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังที่อาการกำเริบเป็นระยะ โดยอาจมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การติดเชื้อ การบาดเจ็บของผิวหนัง หรือยาบางชนิด
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวและผลัดเปลี่ยนเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดผื่นนูนแดงและมีขุยหนา อาการอาจกำเริบและทุเลาสลับกันเป็นช่วง ๆ โรคนี้อาจส่งผลต่อการนอนหลับ สมาธิ และความมั่นใจ โดยผู้ป่วยจำนวนมากต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายขาด แต่โดยทั่วไปสามารถควบคุมอาการได้ดี การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับลักษณะและความรุนแรงของโรคมีความสำคัญ มากกว่าการทดลองใช้ครีมหรือยาหลายชนิดโดยไม่มีแผนการรักษาที่ชัดเจน
ที่โรงพยาบาลกมล กรุงเทพฯ แพทย์จะประเมินลักษณะอาการและปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและสามารถดูแลต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ เรายังให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินและกำลังวางแผนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม
สังเกตลักษณะอาการของโรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินมีหลายชนิดและมีความรุนแรงแตกต่างกัน อาการที่พบได้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค โดยรูปแบบที่พบบ่อย ได้แก่
- ชนิดผื่นหนา (Plaque Psoriasis): พบบ่อยที่สุด ผื่นแดงนูนมีสะเก็ดสีเงิน มักพบที่ข้อศอก หัวเข่า หนังศีรษะ หลังส่วนล่าง และลำตัว
- ชนิดผื่นหยดน้ำ (Guttate Psoriasis): ผื่นเล็ก ๆ รูปหยดน้ำจำนวนมาก มักเกิดหลังเจ็บคอ พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น
- ชนิดตุ่มหนอง (Pustular Psoriasis): ตุ่มหนองเล็ก ๆ ทั่วร่างกาย หรือเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า
- ชนิดผื่นตามซอกพับ (Inverse Psoriasis): ผื่นแดงเรียบตามซอกพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และใต้ราวนม
- ชนิดผื่นแดงทั้งตัว (Erythrodermic Psoriasis): พบน้อยแต่รุนแรง ผิวหนังแดงอักเสบเกือบทั้งตัว ต้องพบแพทย์ทันที
- สะเก็ดเงินที่หนังศีรษะ: สะเก็ดหนาบนหนังศีรษะ อาจลามเลยแนวไรผม
- สะเก็ดเงินที่เล็บ: เล็บเป็นหลุม หนา สีเปลี่ยน หรือเล็บร่อนออกจากเนื้อใต้เล็บ
โรคสะเก็ดเงินกับอาการปวดข้อ
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินประมาณหนึ่งในสามอาจเกิดโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis) ซึ่งทำให้มีอาการปวดข้อ ข้อตึง และข้อบวม โดยมักมีอาการมากในช่วงเช้า บางรายอาจมีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าบวมทั้งนิ้ว
เรื่องนี้มีความสำคัญ เนื่องจากโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอาจทำให้ข้อต่อเสียหายอย่างถาวรได้ การตรวจพบและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว
หากคุณเป็นโรคสะเก็ดเงินและมีอาการปวดข้ออย่างต่อเนื่อง หรือรู้สึกข้อตึงในตอนเช้า ควรแจ้งแพทย์ในวันที่เข้ารับการตรวจ แม้จะคิดว่าอาการดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับผิวหนังก็ตาม เพราะผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจไม่ทราบว่าอาการทางผิวหนังและข้อมีความเกี่ยวข้องกัน
สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อเซลล์ผิวหนังของตนเอง ทำให้เซลล์ผิวหนังผลัดเปลี่ยนเร็วกว่าปกติ ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่างมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลไกการเกิดโรคยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์
โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากการรักษาความสะอาดไม่เพียงพอ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้ป่วย
ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงหรือกระตุ้นให้อาการกำเริบ ได้แก่
- ประวัติครอบครัว: ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นหากมีพ่อหรือแม่เป็นโรค และอาจสูงขึ้นอีกหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรค
- การสูบบุหรี่: เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น
- การติดเชื้อ: โดยเฉพาะการติดเชื้อในลำคอ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการได้
- การบาดเจ็บของผิวหนัง: เช่น บาดแผล แผลไหม้ รอยสัก ผิวไหม้จากแสงแดด หรือแผลผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้เกิดผื่นสะเก็ดเงินบริเวณนั้นได้
- ยาบางชนิด: รวมถึงยาบางชนิดที่ใช้รักษาความดันโลหิตผิดปกติ ความผิดปกติทางอารมณ์ และโรคมาลาเรีย
- ความเครียด: ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับโรคยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่ผู้ป่วยจำนวนมากสังเกตว่าอาการของตนเองกำเริบในช่วงที่มีความเครียด
น้ำหนักตัวและสุขภาพด้านเมตาบอลิซึม: มีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรคและการตอบสนองต่อการรักษา
การสังเกตว่าปัจจัยใดกระตุ้นอาการของตนเองได้บ้าง เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินที่ช่วยให้วางแผนดูแลโรคได้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยปัจจัยกระตุ้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
การวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงิน
ในผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการชัดเจน แพทย์มักวินิจฉัยได้จากการตรวจผิวหนังและเล็บ หากลักษณะผื่นไม่ชัดเจนหรืออาจคล้ายกับโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น ผื่นสะเก็ดเงินบริเวณรอยพับที่มีลักษณะคล้ายการติดเชื้อรา แพทย์อาจพิจารณาตัดชิ้นเนื้อผิวหนังขนาดเล็กไปตรวจเพิ่มเติม
แพทย์จะประเมินอาการทางข้อร่วมด้วย รวมถึงพิจารณาปัจจัยด้านเมตาบอลิซึมที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคนี้อาจเกิดร่วมกับปัญหาสุขภาพอื่นได้
ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพโดยรวมสามารถสอบถามเกี่ยวกับบริการ ตรวจสุขภาพผู้หญิง หรือ ตรวจสุขภาพผู้ชาย ได้ โดยรายการตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
วิธีรักษาโรคสะเก็ดเงิน
เป้าหมายของการรักษาคือการลดการอักเสบและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมและใช้การรักษาเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มจากการรักษาเฉพาะที่ และพิจารณาวิธีอื่นเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
- ยาทาเฉพาะที่: เช่น มอยส์เจอไรเซอร์และสารเพิ่มความชุ่มชื้น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทา อนุพันธ์วิตามินดี รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีกรดซาลิไซลิกหรือทาร์ถ่านหิน ซึ่งอาจใช้กับผื่นที่หนาและมีขุยมาก
- การรักษาด้วยแสง (Phototherapy): ใช้รังสีอัลตราไวโอเลตในปริมาณที่ควบคุมภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อช่วยชะลอการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังในบริเวณกว้าง วิธีนี้แตกต่างจากการใช้เตียงอาบแดดโดยไม่มีการควบคุม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผิวหนังโดยไม่ได้ประโยชน์ที่เหมาะสม
- การรักษาด้วยเลเซอร์: ใช้แสงพลังงานที่มุ่งเป้าไปยังผื่นเฉพาะจุดที่รักษาได้ยาก โดยพยายามลดผลกระทบต่อผิวหนังบริเวณรอบข้าง
ยารักษาทั่วร่างกาย: เป็นยารับประทานหรือยาฉีดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยรวม ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการเป็นบริเวณกว้าง โรคควบคุมได้ยาก หรือมีโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน การรักษากลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจเลือดติดตามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการรักษา
โรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองและชนิดผิวหนังแดงลอกทั่วตัว (Erythrodermic psoriasis) โดยทั่วไปจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพื่อพิจารณาการรักษาทั่วร่างกายตั้งแต่แรก ไม่ควรทดลองใช้ยาทาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ประเมินความรุนแรง
แพทย์จะอธิบายทางเลือกโดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรค โรคประจำตัวอื่น ๆ และความต้องการของผู้ป่วย ความสะดวกในการรักษาอย่างต่อเนื่องก็มีความสำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพของยา เพราะการรักษาที่ซับซ้อนหรือทำได้ยากในชีวิตประจำวันอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย แพทย์จึงควรช่วยเลือกวิธีที่ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามได้จริง
โรคสะเก็ดเงินกับการผ่าตัดที่ไม่ใช่การรักษาเร่งด่วน
ประเด็นนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินและกำลังวางแผนผ่าตัด เนื่องจากจำเป็นต้องประเมินทั้งสภาพผิวหนังและยาที่ใช้อยู่ก่อนกำหนดวันผ่าตัด
แผลผ่าตัดอาจกระตุ้นให้เกิดผื่นใหม่
โรคสะเก็ดเงินอาจเกิดขึ้นบริเวณที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ รวมถึงแผลผ่าตัดและแผลเป็น ภาวะนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะผ่าตัดไม่ได้เสมอไป แต่ควรทราบความเสี่ยงและปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันมีผลต่อการวางแผนผ่าตัด
ยาบางชนิดที่กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอาจส่งผลต่อการหายของแผลและความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องหยุดยาชั่วคราวก่อนหรือหลังผ่าตัด โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดของยาและสภาวะสุขภาพ
การตัดสินใจเรื่องยาไม่ควรทำด้วยตนเอง แต่ควรประสานงานระหว่างแพทย์ผู้ดูแลโรคสะเก็ดเงินกับศัลยแพทย์ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างปลอดภัย
หากโรคกำลังอยู่ในช่วงกำเริบ อาจต้องพิจารณาเลื่อนการผ่าตัด
การผ่าตัดบริเวณที่มีผื่นกำลังอักเสบหรืออยู่ใกล้บริเวณที่โรคกำลังลุกลาม อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมในบางกรณี หากอาการกำลังทุเลา แพทย์อาจพิจารณาเลื่อนการผ่าตัดออกไปช่วงหนึ่ง เพื่อให้ผิวหนังมีสภาพเหมาะสมขึ้นและช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ดี
แจ้งแพทย์ตั้งแต่การปรึกษาครั้งแรก
หากกำลังพิจารณาเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลกมลและมีโรคสะเก็ดเงิน ควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่เริ่มปรึกษา รวมถึงแจ้งยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ แม้จะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดก็ตาม
การที่ทีมแพทย์ด้านผิวหนังและทีมศัลยกรรมสามารถประสานงานกันได้ ช่วยให้มีการประเมินและวางแผนล่วงหน้า แทนที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อใกล้ถึงวันผ่าตัด
การดูแลตนเองและการรับมือกับโรคสะเก็ดเงิน
แนวทางต่อไปนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยดูแลผิวหนังและรับมือกับอาการได้ดีขึ้น
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ: ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่โรคกำเริบ
- สังเกตปัจจัยกระตุ้นของตนเอง: ปัจจัยที่ทำให้อาการกำเริบอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การบันทึกอาการและสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอาจช่วยให้สังเกตความสัมพันธ์ได้
- ดูแลบาดแผลโดยเร็ว: ควรทำความสะอาดและดูแลรอยแตกหรือบาดแผลบนผิวหนังอย่างเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่: การหยุดสูบบุหรี่อาจเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผิวหนังและสุขภาพโดยรวม
ใช้เครื่องสำอางปกปิดอย่างเหมาะสม: สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ปกปิดบนผิวหนังที่ไม่มีแผลเปิดได้ หากต้องการ แต่ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแผลหรือผื่นที่ยังไม่หาย
เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่มองเห็นได้ชัด อาจส่งผลต่ออารมณ์ ความมั่นใจ และการเข้าสังคมมากกว่าที่ผู้ป่วยแสดงออกระหว่างการพบแพทย์ หากโรคส่งผลต่อสภาพจิตใจหรือชีวิตทางสังคม ควรพูดคุยกับทีมดูแลรักษาได้เช่นกัน สามารถสอบถามเกี่ยวกับบริการ ดูแลสุขภาพจิต ได้ การขอรับความช่วยเหลือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การตอบสนองที่เกินกว่าเหตุ
ทำไมต้องรักษาโรคสะเก็ดเงินที่โรงพยาบาลกมล
โรคสะเก็ดเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เสมอไป เนื่องจากมีบริการด้านผิวหนังที่มีคุณภาพในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของโรงพยาบาลกมลคือการมีทีมแพทย์ด้านผิวหนังและศัลยกรรมอยู่ในสถานพยาบาลเดียวกัน ช่วยให้สามารถประสานการดูแลในกรณีที่โรคผิวหนังเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดหรือการรักษาด้านอื่น
สิ่งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินและกำลังวางแผนผ่าตัด เช่น การประเมินว่าจำเป็นต้องปรับยาหรือไม่ ควรเลื่อนวันผ่าตัดในช่วงที่โรคกำเริบหรือไม่ และตำแหน่งที่จะผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อการเกิดผื่นใหม่หรือไม่ การตัดสินใจเหล่านี้ควรอาศัยการประสานงานระหว่างแพทย์ผู้ดูแลโรคผิวหนังและศัลยแพทย์อย่างเหมาะสม
โรงพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Joint Commission International (JCI) และการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายจำเป็นต้องมีการติดตามผลและตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้ นอกจากนี้ เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อและความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึม การตรวจประเมินสุขภาพโดยรวมอาจช่วยให้พบปัญหาที่ควรดูแลเพิ่มเติมได้
สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อรับการผ่าตัดหรือทำหัตถการอื่นอยู่แล้ว การตรวจผื่น การเปลี่ยนแปลงของเล็บ หรืออาการปวดข้อที่เกิดขึ้นร่วมกัน อาจช่วยให้ได้รับการประเมินจากแพทย์ด้านผิวหนังในช่วงที่อยู่โรงพยาบาล โดยไม่ปล่อยให้อาการเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตรวจเตรียมผ่าตัดเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย
โรคสะเก็ดเงินรักษาหายขาดไหม
ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่การรักษาควบคุมโรคได้ดีมาก ผู้ป่วยหลายคนมีช่วงที่อาการน้อยหรือไม่มีอาการเลยเป็นเวลานาน
อะไรทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบ
ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อ การบาดเจ็บที่ผิว ความเครียด การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาบางชนิด และอากาศหนาวแห้ง ปัจจัยกระตุ้นแตกต่างกันในแต่ละคน
อากาศร้อนชื้นบ้านเราช่วยหรือทำให้แย่ลง
ผู้ป่วยบางรายพบว่าแสงแดดและความชื้นช่วยให้อาการผิวหนังดีขึ้นในช่วงหนึ่ง แต่สภาพอากาศไม่สามารถใช้ทดแทนแผนการรักษาทางการแพทย์ได้ การสัมผัสแสงแดดโดยไม่มีการควบคุมยังมีความเสี่ยงต่อผิวหนังไหม้ ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้
การรักษาด้วยแสงภายใต้การดูแลของแพทย์ช่วยให้สามารถควบคุมปริมาณรังสีที่ได้รับได้เหมาะสมกว่าการรับแสงแดดด้วยตนเอง
ความเครียดทำให้อาการแย่ลงหรือไม่?
ผู้ป่วยจำนวนมากสังเกตว่าอาการของตนเองแย่ลงในช่วงที่มีความเครียด แม้กลไกความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับโรคยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ การจัดการความเครียดจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
การรักษาใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะเห็นผล?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับวิธีรักษาและการตอบสนองของแต่ละบุคคล โดยทั่วไป
- ยาทาเฉพาะที่: อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่สัปดาห์
- การรักษาด้วยแสง: ต้องประเมินผลหลังเข้ารับการรักษาตามจำนวนครั้งที่กำหนด
ยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย: อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเห็นผลเต็มที่
โรคสะเก็ดเงินมักไม่ตอบสนองต่อการรักษาในทันที จึงควรใช้ยาตามคำแนะนำและติดตามผลกับแพทย์ก่อนสรุปว่าวิธีรักษาไม่ได้ผล หากมีผลข้างเคียงหรืออาการแย่ลง ควรติดต่อแพทย์เพื่อประเมินโดยไม่ปรับหรือหยุดยาเอง
ความเครียดทำให้แย่ลงจริงไหม
ผู้ป่วยจำนวนมากบอกว่าจริง แม้กลไกจะยังไม่ชัดเจนทางวิชาการ เนื่องจากการจัดการความเครียดเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ ไม่ใช่ทำแทน
สักทับผื่นได้ไหม
ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะการสักเป็นการทำให้ผิวหนังบาดเจ็บ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดผื่นใหม่ตรงจุดนั้นได้ แม้จะสักในบริเวณที่ไม่เคยมีผื่นมาก่อนก็ยังมีความเสี่ยงเดียวกัน หากกำลังพิจารณา ควรคุยกับแพทย์ก่อนโดยเฉพาะหากอยู่ในช่วงที่โรคยังไม่สงบ
อยู่ต่างจังหวัด ต้องเข้ากรุงเทพฯ มาบ่อยแค่ไหน
ขึ้นกับการรักษาที่ใช้ หากรักษาด้วยยาทา การติดตามไม่บ่อยและปรึกษาทางออนไลน์ได้เป็นส่วนใหญ่ หากเป็นการฉายแสง ต้องมาหลายครั้งต่อสัปดาห์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ซึ่งไม่เหมาะกับการเดินทางไกล และควรหาที่รักษาใกล้บ้านแทน หากใช้ยาชนิดรับประทานหรือฉีด ต้องตรวจเลือดติดตามสม่ำเสมอ ซึ่งตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้านแล้วส่งผลมาให้แพทย์อ่านได้ เรายินดีบอกตรง ๆ ว่ากรณีของคุณควรรักษาที่ไหนจึงจะได้ผลดีที่สุด